ธนาคารไทยยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียม

ธนาคารไทยยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียม

เรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวงการธนาคารประเทศไทยเลยทีเดียวสำหรับการที่ธนาคารยักษ์ใหญ่ของเมืองไทยได้มีการทยอยออกมาประกาศยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านทางออนไลน์ในช่วงสัปดาห์สุดท้าย เดือนมีนาคม 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพราะต้องการที่จะผลักดันประเทศไทยเข้าสู่สังคมไร้เงินสด รวมไปถึงเตรียมพร้อมที่เข้าสู่ยุคแห่งดิจิตอลที่ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถควบคุมได้ผ่านทางออนไลน์นั่นเอง

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้เริ่มต้นที่ธนาคารไทยพาณิชย์ที่ได้ออกมาประกาศยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมในการธุรกรรมทางการเงิน 5 ประเภทที่ลูกค้าใช้บริการเป็นประจำคือ การโอนข้ามเขต ข้ามจังหวัด,การโอนเงินต่างธนาคาร,การเติมเงิน,การจ่ายบิล รวมไปถึงการกดเงินโดยที่ไม่ใช้บัตรผ่านทางแอพพลิเคชั่น SCB Easy  เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา ก่อนจะตามด้วยธนาคารกสิกรไทยที่ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบตามธนาคารไทยพาณิชย์ ด้วยการประกาศยกเลิกค่าธรรมเนียมสำหรับลูกค้าที่ใช้บริการผ่านทางออนไลน์ รวมไปถึงการจ่ายบิลค่าสินค้า การโอนเงินข้ามธนาคารหรือข้ามเขน ก่อนที่ธนาคารต่างๆจะเริ่มออกมาประกาศยกเลิกค่าธรรมเนียมอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย

ธนาคารไทยยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียม

ทั้งนี้ตัวแทนของทางธนาคารก็ได้เผยว่าการยกเลิกค่าธรรมเนียมครั้งยิ่งใหญ่นี้ ส่งผลให้เกิดการเสียรายได้ลงบ้าน แต่ทั้งนี้ก็เป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อที่จะเป็นการรักษาฐานลูกค้าและผู้ใช้บริการ รวมไปถึงการเตรียมพร้อมให้คนไทยเข้าสู่สังคมไร้เงินสดแบบสมบูรณ์แบบ พร้อมทั้งยังได้มีการเปิดเผยจากนางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย การยกเลิกค่าธรรมเนียมครั้งนี้จะส่งผลต่อรายได้ที่จะลดลงไปถึง 1.5 หมื่นล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว

แต่ทั้งนี้ทางธนาคารแต่ละแห่งก็ยังคงมีรายได้จากช่องทางต่างๆเพิ่มเติมมากมายไม่ว่าจะเป็น รายได้จากการลงทุน ดอกเบี้ยเงินกู้ หรือค่าธรรมเนียมจากการเป็นนายหน้าผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่แต่ละธนาคารสามารถที่จัดการและบริการได้ ส่งผลให้การยกเลิกค่าธรรมเนียมไม่ส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิ์ไม่มากนัก

การยกเลิกค่าธรรมเนียมของธนาคารไทยในครั้งนี้ส่งผลให้เห็นการเปลี่ยนแปลงในวงการการเงิน และสังคมไทยที่ออนไลน์จะเข้ามามีอิทธิพลในการใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถที่จะบริหารจัดการภายในแอพพลิเคชั่นของทางธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงิน การถอนเงินผ่านแอพพลิเคชั่น การเติมเงิน การจ่ายบิล หรือการใช้ QR Code Payment ที่เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่จะทำให้คนไทยหันมาใช้จ่ายผ่านทางแอพพลิเคชั่นและระบบออนไลน์มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการเตรียมตัวที่จะเข้าสู่สังคมไร้เงินสดอย่างเต็มตัวนั่นเอง

ปัญหาราคายาง ณ ปัจจุบัน

พืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจการส่งออกของประเทศไทยนอกจากข้าวและน้ำตาลอีกหนึ่งพืชทางเศรษฐกิจนั้นก็คือยางพารา โดยในปัจจุบันนี้ประเทศไทยประสบปัญหาราคายางพาราที่ตกต่ำและมีแนวโน้มปรับตัวลดลงส่วนหนึ่งเนื่องมาจากปัจจัยรอบด้านของสภาพความต้องการและปริมาณยางพาราในระบบตลาดที่มีการผลิตออกมาไม่สอดคล้องกัน ส่งผลทำให้เป็นปัญหาที่เรื้อรังในปัจจุบันที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาในส่วนนี้ได้สำเร็จ

 

ปัญหาราคายาง

ปัญหาราคายางพารา ณ ปัจจุบันนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประสบปัญหานั่นก็คือปริมาณผลผลิตและความต้องการใช้ยางพาราไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยในปัจจุบันมีผู้ผลิตยางพาราอยู่ 3 ประเทศหลักๆก็คือประเทศไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ที่มีการผลิตน้ำยางพาราออกมาสู่ตลาดมากกว่าความต้องการยังไม่นับรวมทั้งผู้ผลิตยางพารารายใหม่นั่นก็คือประเทศกัมพูชาและเวียดนามที่มีผลผลิตออกมาสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้นซึ่งเป็นการสวนทางกับความต้องการใช้ยางพารา เป็นปัจจัยทำให้ราคายางพาราตกต่ำ อีกส่วนหนึ่งมาจากปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยเฉพาะผู้ใช้ยางพารารายใหญ่นั่นคือประเทศจีน สหรัฐ และประเทศญี่ปุ่นได้เกิดการชะลอการสั่งซื้อ ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาทางการเมืองภายในประเทศจึงเกิดการชะลอการสั่งซื้อซึ่งกระทบต่อผู้ผลิตโดยตรง หากเราติดตามข่าวจะพบว่าทางตะวันออกกลางและสหรัฐอเมริกากำลังเกิดสงครามและมีการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย โดยล่าสุดมีการยิงขีปนาวุธเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม เหตุการณ์นี้ส่งผลทำให้ทั่วโลกต่างกังวลโดยมีการจับตาสถานการณ์นี้อย่างเป็นพิเศษ ในหลายครั้งมีความพยายามที่จะรวมตัวกันของผู้ผลิตยางพาราเพื่อควบคุมผลผลิตให้ออกมาเพียงพอกับตลาดและความต้องการ เช่นเดียวกันกับผู้ผลิตน้ำมันที่รวมตัวการกำหนดโควต้าการผลิตเพื่อให้น้ำมันที่ผลิตออกมาไม่เกิดภาวะล้นตลาดส่งผลทำให้ราคาน้ำมันสามารถเป็นไปในทิศทางที่ต้องการได้แตกต่างจากราคายางพารา ที่ยังคงสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจและการผลิตในขณะนี้ ซึ่งปัญหาในส่วนนี้มีทิศทางและแนวทางแก้ไขที่ต้องใช้เวลาแต่เราสามารถแก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยการนำยางพาราและผลผลิตที่ได้นำมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าแก่สินค้าเช่นนำมาผลิตหมอนยางพารา ที่นอนยางพาราหรือแม้แต่เครื่องใช้ที่ทำจากยางพาราโดยต้องศึกษาคุณสมบัติพิเศษของยางพาราว่ามีความโดดเด่นทางด้านไหนและดึงคุณสมบัติเหล่านั้นเพื่อใช้ในการผลิตสินค้าเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับเกษตรกร

ปัญหาราคายางตกต่ำเป็นปัญหาที่เกษตรกรมักพบอยู่สม่ำเสมอสิ่งหนึ่งเราไม่ควรคาดหวังต่อการแก้ไขจากภาครัฐเนื่องจากปัจจัยในประเทศเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยากแต่ปัจจัยนอกภายนอกประเทศเป็นเรื่องที่ควบคุมได้ยากยิ่งกว่าเพราะฉะนั้นเราควรทำการแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยตัวเองในเบื้องต้นเช่นการเพิ่มมูลค่าสินค้าตามที่ได้กล่าวมา เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถแก้ปัญหายางพาราตกต่ำได้เบื้องต้นด้วยตัวคุณเอง

นโยบายเศรษกิจของรัฐบาลไทยในปี 2561

นโยบายเศรษกิจของรัฐบาลไทยในปี 2561

เรียกได้ว่ากำลังไปได้สวยเลยสำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2561 ที่อยู่ในสถานการณ์สดใส โดยมีการคาดการณ์ว่า GDP จะเติบโตสูงถึง 4% เลยทีเดียว เป็นช่วงเวลาแห่งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ จากไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว โดยนักวิเคราะห์ได้มีเผยว่าค่าเงินบาทของไทยจะแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้ส่งออกสินค้าจะต้องเร่งทำการปรับตัว พร้อมพัฒนาศักยภาพเพื่อเตรียมสู่การแข่งขันที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งทางรัฐบาลได้เผยว่า GDP หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศจะอยู่ที่ 3.8% และนี่จะเป็นปีที่ดีที่สุดของรัฐบาลนี้ในด้านเศรษฐกิจเลยทีเดียว

 

ในเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา ทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลังหรือ สศค. ได้ออกมาแถลงคาดการณ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจในปี 2561 ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจะขายตัวอยู่ที่ 3.8% ถึง 4.1% เป็นอีกหนึ่งปีที่เรียกได้ว่าจะสดใสและเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ โดยทางรองนายกรัฐมนตรี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษณ์ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจได้เผยว่าในปี 2561 นี้ทางรัฐบาลจะได้เก็บเกี่ยวในสิ่งที่รัฐบาลได้ลงทุนในโครงการต่างๆเมื่อปีที่ผ่านๆมา ไม่ว่าจะเป็นโครงการพร้อมเพย์ โครงการอินเทอร์เน็ตหมู่บ้าน ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ตามกำหนดการภายในกลางปี 2561 เป็นการพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิตอลอย่างเต็ม

 

นอกจากนี้คีย์แมนคนสำคัญของทีมเศรษฐกิจอย่าง ดร.สมคิดว่าคาดการณ์ว่าปีนี้จะเป็นปีทองของประเทศไทยและประเทศต่างๆในทวีปเอเชียอย่างแน่นอน อีกทั้งยังไฮท์ไลท์การลงทุนสำคัญอย่างโครงการรถไฟทางคู่หรือโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC)  โครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลที่จะมีการเร่งเครื่องและควบคุมให้เร็วมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ทางรัฐบาลจะต้องมีการสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กและภาคการเกษตรอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเงินเฟ้อในปี 2561 ทางกระทรวงพาณิชย์ได้คาดการณ์ว่าดัชนีราคาผู้บริโภคจะอยู่ที่ 0.6 – 1.%

นโยบายเศรษกิจของรัฐบาลไทยในปี 2561

โดยรัฐบาลได้เผยเพิ่มเติมอีกว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดที่ต่ำสุดมาแล้วจากปีก่อนๆ ซึ่งคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตอนนี้ทางภาครัฐก็จะเร่งเครื่องในการผลักดันนโยบายอย่างเร่งด่วน ซึ่งในปีนี้ทางรัฐบาลจะเน้นให้สอดคล้องกับขายการท่องเที่ยวเมืองรอง ขายเอกลักษณ์ความเป็นไทย พร้อมทั้งเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวให้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสนามบิน ถนน การขนส่งมวลชน การสื่อสาร และเทคโนโลยีต่างๆ เป็นต้น

 

และที่สำคัญก็คือธุรกิจด้านการส่งออกที่จะต้องเร่งกระตุ้นและพัฒนาโดยด่วนเนื่องจากปัจจัยส่งออกภายนอกประเทศจะเข้ามีผลสำคัญในการสร้างรายได้หลักนั่นเอง  ทั้งนี้ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าในปี 2018 นี้เศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตและรักษาสภาพ พร้อมทั้งการดำเนินการโครงการต่างๆของภาครัฐที่จะดำเนินไปได้สวยจนถึงสิ้นปีหรือไม่

เศรษฐกิจโลก 2018

เศรษฐกิจโลก 2018

การติดตามข่าวสารเศรษฐกิจโลกอยู่เสมอนั้นจะช่วยทำให้เราสามารถเรียนรู้และวางแผนในการใช้ชีวิต การทำธุรกิจและการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดนปี 2018 เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่ดีมากยิ่งขึ้นรวมไปถึงการลงทุนในหุ้นด้วย ซึ่งถึงแม้จะไม่มากนักแต่ก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี ดังนั้นเราไปดูกันเถอะว่าเศรษฐกิจโลกปี 2018 เป็นอย่างไร มีอะไรที่กำลังไปได้ด้วยดีและอะไรที่ควรระวัง

1.การค้าโลกสดใส

ประเทศจีนมีส่วนทั้งในทางตรงและทางอ้อมของการเจริญเติบโตทางการค้าของโลกในช่วงปี 2016  จนถึงต้นปี 2017 ราวๆ 70 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อไม่นานมานี้ก็ได้มีสัญญาณว่าภูมิภาคต่างๆและในหลายประเทศนั่นมีสัดส่วนในการสนับสนุนการเติบโตทางการค้าโลกที่สูงนี้ ในปีนี้ตลาดการส่งออกของประเทศเยอรมนีไปยังประเทศที่มีการใช้เงินสกุลยูโร รวมไปถึงประเทศยุโรปอื่นๆทจะสูงขึ้น ส่วนด้านการส่งออกไปยังตลาดอื่นๆ ในแถบเอเชียจะมีอัตราที่ลดลงในช่วงครึ่งปีแรกของ 2018 โดยสิ่งนี้ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าถึงแม้ประเทศจีนจะมีการเติบโตด้านเศรษฐกิจและการนำเข้าที่มีอัตราลดลง แต่นั่นก็ไม่ส่งผลให้ตลาดการค้าโลกชะงักหรือชะลอตัวมากนัก โดยได้มีการวิเคราะห์ไว้ว่าในปี การค้าโลกจะเติบโตในปีหน้าจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 4.4 เปอร์เซ็นต์ โดยจะลดลงจากปีนี้ 5 เปอร์เซ็นต์

 เศรษฐกิจโลก 2018 2

2.อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ

ถึงแม้ว่าตามปกติแล้ว อัตราการขยายตัวของเงินเฟ้อจะขึ้นอยู่เศรษฐกิจโลก แต่ในปี 2018 แนวโน้มของการอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากมีปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบคือ ค่าจ้างที่ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นสูงมากนัก ถึงแม้ว่าอัตราการจ้างงาน ค่าจ้างในหลายๆประเทศจะเพิ่มขึ้นสูงระดับก่อนวิกฤตการเงินแล้วก็ตาม แต่สัดส่วนของคนทำงานที่มีสภาพการจ้างงานแบบไม่เต็มเวลา หรือชั่วคราวมีจำนวนเพิ่มขึ้นในขณะที่จำนวนชั่วโมงทำงานลดลง รวมไปถึงผลิตภาพที่อยู่นระดับต่ำ อันเป็นเหตุผลที่ทำให้การขยายตัวของค่าจ้างลดลง มีการตัดลงค่าใช้จ่ายต่างๆในหลายประเทศทั่วยุโรป จึงส่งผลให้เกิดการขยายตัวของค่าจ้างจากภาครัฐ ที่อยู่ในระดับต่ำ

เพราะฉะนั้นทางธนาคารกลางของแต่ละประเทศ จึงได้มีลดหย่อนความเข้มงวดขอนโยบายด้านการเงิน พร้อมทั้งระวังถึงเรื่องการปรับตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเป็นอย่างมาก เพื่อที่จะต้องกันไม่ให้เกิดอัตราอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นมากและอย่างต่อเนื่อง

 

เศรษฐกิจโลก 2018 3

3.ประเทศตลาดเกิดใหม่ไปได้สวย

สำหรับในปีนี้ประเทศตลาดเกิดใหม่ยังคงมีเศรษฐกิจที่สดใสและคึกคักมายิ่งขึ้น จะได้รับผลดีจากการค้าและตลาดโลก ที่กำลังฟื้นตัวและแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ก็มีการอ่อนค่าลง อีกทั้งยังอัตราผลตอบแทนทางพันธบัตรของรัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกา อยู่ในระดับที่ต่ำ  เพราะปัจจัยที่เป็นไปแนวโน้มที่ดีของสิ่งเหล่านี้จึงทำให้ตลาดเกิดใหม่มีความสดใส แต่ทั้งนี้ก็จะเกิดขอบเขตในการลงทุนด้านการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์รวมไปถึงสินค้าอุตสาหกรรมต่างๆที่เชี่ยวชาญมากยิ่งขึ้น และนี่เองทำให้เกิดผลดีต่อราคาสินค้าและการอัตราการเติบโตของการตลาดโลกในวงกว้างด้วย

เรียกได้ว่า  เศรษฐกิจโลกในปี 2018 มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งในด้านการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจของแต่ละประเทศทั่วโลก ที่ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาหรือพัฒนาแล้วก็ตามจะกลับมาฟื้นตัวอย่างอย่างสดใสและแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เรียกได้ว่านี่เป็นปรากฏการณ์ที่ดีหลังจากที่ไม่ได้เห็นมานานกว่า 10 ปี ตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา

โดนทางประเทศสหรัฐอเมริการ ได้มีการพบว่าการจ้างงานจะมีการขยายตัวที่แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้การใช้จ่ายของแต่ละประเทศมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งช่วยหนุนให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวอีกด้วย แต่ทั้งนี้ภาวะเงินเฟ้อก็ยังคงขึ้นเรื่อยๆอย่างช้าๆ แต่ก็อยู่ในระดับ สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งเลยก็คื “Tax Reform” หรือ “มาตรการการลดภาษี” พร้อมทั้งพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยของทางธนาคารกลางในต่ละประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งทางแถบยุโรปนั้น ได้มีการคาดการณ์ว่าตลาดจะเริ่มปรับโครงการและขยายตัวทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้นกว่าปี 2017 ส่งผลให้ ECB เตรียมยุติมาตรการ QE ในปีนี้ หลังจากที่มีเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

ส่วนของทางประเทศจีนก็อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าแรงหนุนในการส่งเศรษฐกิจจะเริ่มชะลอตัวลงโดยอัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้น โดยการชะลอตัวนี้เป็นการเน้นความเสถียรภาพทางด้านการค้า เศรษฐกิจและการขยายตัวของเศรษฐกิจที่มีคุณภาพ โดยให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมเป็นหนักพร้อมทั้งลดอัตราการผลิตที่ล้นเกินไปเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

ส่วนเศรฐกิจของเอเชียจะมีการขยายที่ดีมากยิ่งขึ้นจากการที่เศรษฐกิจจีนมีการขยายตัวที่ดีมากในครึ่งปีแรกของ 2018 โดยทางพรรคคอมมิวนิสต์ของประเทศจีนนั้นชี้ให้เห็นถึงทิศทางของการเงินและเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพและคุณภาพ พร้อมทั้งมีพัฒนาไปในทิศทางที่ดี

เรียกได้ว่าในปี 2018 นี้ เศรษฐกิจโลกจะมีการขยายตัวที่ดี ส่งผลให้ทิศทางเงินเฟ้อเริ่มกลับมาฟื้นตัว ธนาคารกลางเตรียมลดการกระตุ้นเศรษฐกิจลง และนี่จะส่งให้เกิดการผันผวนในตลาดการเงินเป็นระยะๆ ดังนี้ นักลงทุน นักธุรกิจจะต้องมีคอยติดตามพร้อมทั้งวิเคราะห์สถานการณ์อย่างละเอียดและใกล้ชิด  เพราะนี่อาจเป็นสัญญาณที่ดีของการลงทุน

แนวโน้มเศรษฐกิจเอเชียที่น่าสนใจในปี 2018

แนวโน้มเศรษฐกิจเอเชียที่น่าสนใจในปี 2018

การเติบโตทางเทคโนโลยีที่ก้าวไกลไปอย่างไม่หยุดยั้งเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมาก ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้แนวโน้มเศรษฐกิจเอเซียในปี 2018 มีความเติบโตเพิ่มมากขึ้น จนส่งผลให้นักลงทุนทั้งหลายกล้ากลับมาลงทุนเพิ่มและทำให้ราคาหุ้นทั่วโลกปรับตัวเพิ่มมากขึ้นต่อไปได้อีกในปี 2018

 

สำหรับเศรษฐกิจทางแถบประเทศเอเชียนั้น หากมองภาพรวมแล้วยังถือว่าเป็นภาพรวมที่ยังไม่ค่อยสู้ดีนัก นั่นเป็นผลมาจากอัตราความผันผวนของตลาดที่มีสูงมากและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จนส่งผลให้เกิดปัจจัยเสี่ยงและผลกระทบต่อเศรษฐกิจการลงทุนในภาคพื้นเอเชียด้วยกันได้ และด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้เหล่านักลงทุนลงทุนอย่างระมัดระวังและไม่รีบร้อนลงทุนกับหุ้นที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือหุ้นที่มีความเสี่ยงทางด้านการลงทุนที่สูงเพราะอาจทำให้เกิดปัจจัยทางลบได้ และนอกจากการระมัดระวังการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงแล้ว นักลงทุนยังควรติดตามภาพรวมของตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเน้นการทำกำไรในระยะสั้นและลดความเสี่ยงจากการลงทุนให้ต่ำลงนั่นเอง

 

ส่วนปัจจัยเสี่ยงและผลกระทบต่อเศรษฐกิจการลงทุนในภาคพื้นเอเชียนั้น จะมีผลมาจากสาเหตุด้านต่าง ๆ ดังนี้

 

  • ทางด้านสภาพคล่อง ทางด้านสภาพคล่องของเศรษฐกิจทั่วโลกส่งผลกระทบเศรษฐกิจในภาคพื้นเอเชียในเรื่องการเพิ่มขึ้นลงของสภาพคล่อง และทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ในระยะหนึ่งก่อนที่อาจจะลดลงอีกครั้งในช่วงปี 2019

 

  • ทางด้านความเสี่ยงทางการเมือง ไม่ใช่แค่ในประเทศไทยที่จะต้องเฝ้าระวังในเรื่องของความเสี่ยงทางเมือง แต่กระแสความเสี่ยงทางการเมืองในภาคพื้นเอเซียก็ล้วนมีความเสี่ยงด้วยเช่นกัน ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้เองจะเป็นความเสี่ยงที่ส่งผลทั้งกับการลงทุนและการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ

 

  • นโยบายทางเศรษฐกิจของจีน หากจะพูดถึงอีกหนึ่งมหาอำนาจทางภาคพื้นเอเชียก็คงจะหนีไม่พ้นประเทศจีน ซึ่งที่ผ่านมาจีนได้มีการปรับเป้า GDP ลดลง รวมถึงการมีปรับเป้าดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจอื่นลดลงไปด้วย ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจทั้งเอเชียและเศรษฐกิจโลกไปพร้อมกันด้วย

 

การเมืองดี เศรษฐกิจคึกคัก

ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศหนึ่งจะเป็นไปในทิศทางใดนั้นขึ้นอยู่กับระบอบการปกครองของประเทศนั้นด้วยเพราะระบอบการปกครองส่งผลต่อกลไกการตลาด หลายคนอาจยังมองภาพไม่ชัดว่าระบอบการปกครองนั้นจะส่งผลกับเศรษฐกิจของชาติอย่างไรได้บ้าง ยกตัวอย่างเช่น หากคุณอยู่ในประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ ระบบเศรษฐกิจเป็นแบบที่เรียกว่า “ระบบเศรษฐกิจสังคมนิยม” โดยการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ได้คำนึงถึงกลไกของตลาดหรือความต้องการของผู้บริโภค เพราะการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์นั้นถูกปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ รัฐบาลถูกแต่งตั้งโดยพรรค ประชาชนไม่มีสิทธิมีเสียงในการเลือกตั้งรัฐบาลและสินค้าที่ถูกผลิตขึ้นจะถูกกำหนดโดยรัฐบาลทำให้ประชาชนไม่มีแรงจูงใจในการประกอบธุรกิจ

Cr. Freepik.com

              สำหรับประเทศไทยนั้นการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจเป็นแบบผสมแต่ค่อนข้างไปทางทุนนิยม การผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดและราคาของสินค้าก็ถูกกำหนดโดยกลไกของตลาด ทำให้เมื่อสินค้าใดมีความต้องการมากก็จะผลิตออกมามากและมีราคาใกล้เคียงกันแต่หากมีสินค้าใดขาดตลาดก็จะทำให้สินค้าชนิดนั้นราคาสูงขึ้นซึ่งส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้รัฐบาลจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ยกตัวอย่างเช่น โครงการจำนำข้าวที่ช่วยรับซื้อข้าวในราคาสูงเพื่อช่วยชาวนา เป็นต้น เศรษฐกิจของประเทศไทยนั้นรัฐบาลไทยมีส่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยออกนโยบายเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้งรายย่อยและรายใหญ่อยู่เป็นระยะ รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาผู้ประกอบการให้มีความสามารถทัดเทียมสากลด้วยการจัดโครงการส่งเสริมความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการอยู่เสมอ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่ารัฐบาลมีส่วนอย่างมากในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย

Cr. Freepik.com

              จะเห็นได้ว่าเมื่อใดที่เข้าสู่ช่วงการหาเสียงเลือกตั้งนโยบายที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของพรรคที่ลงสมัครเลือกตั้งจะได้รับความสนใจและนำมาพูดถึงกันอย่างกว้างขวางรวมถึงนำไปสู่การถกเถียงว่าสามารถช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ ซึ่งนโยบายเหล่านี้มีผลอย่างมากในการตัดสินใจเลือกผู้แทนเข้าไปบริหารประเทศเพราะถ้าเลือกรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน การเมืองดีเศรษฐกิจก็คึกคักไปด้วย ผู้ประกอบการรายใหญ่รายย่อยได้รับผลกำไรจากกิจการ พนักงานบริษัททั้งหลายก็ได้รับโบนัสกระเป๋าตุง

Cr. Ohm.go.th

              นอกจากนี้ปรัชญาทางด้านเศรษฐกิจ “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงตรัสไว้ “…การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นอันพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่าง ๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด…” ได้ถูกนำมาใช้เป็นกรอบแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจมหภาคของประเทศไทยด้วยเพื่อมุ่งมั่นสู่การพัฒนาที่ สมดุล ยั่งยืนและมีภูมิคุ้มกันด้วย