ภาษีที่เราจ่ายไปรัฐนำไปใช้อะไรบ้าง

เชื่อได้เลยครับว่า ต้องมีหลายคนสงสัยกัน อย่างแน่นอนครับว่า ภาษีที่เราจ่ายไปรัฐนำไปใช้อะไรบ้าง และปกติแล้ว รัฐบาลนั้น เอาภาษีของเราไปใช้อะไรบ้าง โดยวันนี้ผมมีคำตอบมาให้คุณเองครับ ว่าแท้ที่จริงแล้วจะเป็นอย่างไร ความจริงเกี่ยวกับเรื่องภาษีที่คนไทยทุกคนควรรู้  ถึงแม้ประชาชนจะไม่ได้เสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดา ภงด.91 ทุกคนก็ตาม แต่ทุกคนก็ต้องเสียภาษีให้รัฐฯ ในรูปแบบภาษีอื่นๆอยู่ดี ใกล้ตัวง่ายๆคือ สินค้าที่เราอุปโภค บริโภค การใช้บริการต่างๆ จะรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ไว้แล้ว และยังรวมถึงภาษีสรรพสามิตอีกด้วย ผู้ประกอบการจะบวกภาษีในส่วนนี้เข้าไปแล้ว และผลักภาระภาษีให้ผู้ใช้สินค้า และบริการเป็นผู้รับผิดชอบ

ภาษีที่เราจ่ายไปรัฐนำไปใช้อะไรบ้าง

ซึ่งในทุกๆวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ผู้ประกอบการจะต้องมีหน้าที่นำส่ง เงินภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.30 เข้ากรมสรรพากรทุกเดือน ภาษีมูลค่าเพิ่มดูได้จากบิลใบเสร็จ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ของใช้ในชีวิตประจำวันที่เรากินใช้นั่นล่ะค่ะ ได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าไปแล้ว รวมถึงเหล้า บุหรี่ น้ำมัน รถยนต์ที่ได้บวกภาษีสรรพสามิตเบิ้ลเข้าไปอีก เราทุกคนได้จ่ายภาษีให้รัฐฯ ในชีวิตประจำวัน กันทุกวันทุกคนค่ะ ยังมีภาษีรูปแบบอื่นๆที่ไม่ได้กล่าวถึงอีกมากเช่น ภาษีโรงเรือน ภาษีที่ดิน ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่บริษัทฯ ห้างร้าน จะต้องเสียภาษีปีละครั้งจากกำไรสุทธิอีก เท่านั้นยังไม่พอค่ะ…ยังผุดไอเดียใหม่ๆ มาเก็บกันต่อได้อีก คือภาษีคนโสด ลองนึกดูว่าประชากร 60-70 ล้านคน มีการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน  มีเงินภาษีที่เข้าสรรพากรและรัฐฯ มากมายมหาศาลขนาดไหน ฉะนั้นเงินรายได้จากภาษีของประชาชนทุกคนนั้น  คงตอบได้แล้วครับว่า ภาษีที่เราจ่ายไปรัฐนำไปใช้อะไรบ้าง

ส่วนตัวผมมองว่า VAT คือรูปแบบภาษีที่ยุติธรรมที่สุด ใช้มาก โดนมาก ใช้น้อยโดนน้อย คนจะมีกำลังใช้น้อย ย่อมโดนน้อย ถ้ากลัวไม่มีกินจะให้งด VAT ในสินค้าพื้นฐานเช่นอาหาร ยา ก็ยังโอเค ยังไฃคนรวยก็ได้จ่ายมากกว่า เพราะต้องใช้เยอะ ถ้ารวยแล้วใช้น้อยจะรวยไปทำไมจริงมั้ย ภาษีเงินได้ต่างหากที่ไม่ยุติธรรม อีกมุมนึง คนขยันเกือบตาย หารายได้มาเยอะๆ กลับโดนภาษีไปแทบหมด ในขณะที่บางกลุ่มอาชีพที่อ้างว่าเป็นอาชีพประจำชาติ ได้รับการยกเว้น(ทั้งๆที่ไม่ได้จนกันทุกคน คนจนจริงๆก็ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษีอยู่แล้ว)  บางกลุ่มอาชีพเลี่ยงได้หน้าด้านๆ บางกลุ่มอาชีพสร้างภาพว่าจน ว่าไม่รู้ว่าต้องยื่นๆทั้งๆที่กิจการใหญ่โต บางกลุ่มอาชีพลดหย่อนสารพัดทั้งจริงทั้งปลอม สุดท้ายแค่คนกลุ่มเล็กๆที่ไม่ได้รวยจริงๆต้องมารับภาระ คุณว่ามันยุติธรรมมั้ยหล่ะครับ

พรรคการเมืองหน้าใหม่ของไทย

ในปัจจุบันนี้การเมือง ของประเทศก็ถือได้ว่าค่อนข้างนิ่งอยู่พอสมควรเลยก็ว่าได้ และมีประกาศออกมาจาก คสช. แล้วว่าเตรียมที่เปิดให้มีการเลือกตั้งในประเทศไทยในเร็วๆนี้อีกด้วย โดยการประกาศในครั้งนี้ก็ทำให้เกิดการตื่นตัวของพรรคการเมืองต่างๆมากมาย ทั้งพรรคเล็ก พรรคใหญ่ ที่เตรียมตัวกันเริ่ม วางแผนทำการเลือกตั้งกันแล้ว และที่เห็นได้อย่างชัดเจนเลย นั่นก็คือ เริ่มมีคนรุ่นใหม่ หรือ ผู้คนที่สนใจในการเมืองเริ่มสร้างพรรคการเมืองกันเองแล้ว โดยตอนนี้ประเทสไทยของเราก็ถือได้ว่ามีพรรคการเมืองหน้าใหม่อยู่ไม่น้อยเลยเช่นกัน

พรรคการเมืองหน้าใหม่ของไทย

ถึงแม้ว่าวันเลือกตั้งนั้น ยังไม่มีการประกาศอย่างแน่ชัด แต่ระบุไว้แล้วว่า ปี 2562 อย่างแน่นอน แต่ก็สร้างความ ตื่นตัวให้แก่ผู้ที่สนใจที่จะเข้ามาเล่นการเมืองกันเยอะอยู่พอสมควรเลยก็ว่าได้ โดยตอนนี้ประเทศไทยของเรานั้นได้มี พรรคการเมืองหน้าใหม่ของไทยเกิดขึ้นอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น พรรคประชาชนปฏิรูป พรรคพลังชาติไทย พรรคเกรียน พรรคพลังธรรมใหม่ พรรคสามัญชน พรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยธรรม พรรคเห็นแก่ตัว พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งถือได้ว่าค่อนข้างเยอะเลยทีเดียวครับสำหรับตอนนี้ ที่มีการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา ได้อย่างเป็นรูปเป็นร่างมากที่สุด และบอกได้เลยว่ามีบางพรรคการเมือง ที่น่าจับตามองอย่างมากอีกด้วย

สำหรับใครที่สงสัยว่าการตั้งพรรคนั้น ต้องตั้งแบบไหน ง่ายหรือไม่ เรามีคำตอบมาให้ครับ ว่าจะตั้งพรรคเพื่อลงเลือกตั้งนี่ในทางปฏิบัติจะทำยังไงกันล่ะ จะให้ไปอ่านตัวกฎหมายเองก็เวียนหัว การมีส่วนร่วมทางการเมืองไม่ควรจะยากครับ เราจึงขอย่อยแต่แก่นๆ มาให้ดูว่าจะตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเพื่อลงสมัครเลือกตั้งต้องทำอย่างไรกันบ้าง คืออย่างแรกสุดเลยเราต้องมีอุดมการณ์ทางการเมืองก่อน (จะเป็นอะไรก็สุดแท้แต่) แล้วเราก็หาผู้ร่วมอุดมการณ์ที่พร้อมจะตั้งพรรคกับเราให้ได้มาอย่างต่ำๆ 500 คน พอหาคนมาได้แล้วเราก็จัดประชุมพรรค (โดยมีคนไม่ต่ำกว่า 250 คนเข้าร่วมประชุม) เพื่อตั้งชื่อพรรคกัน หาตัวย่อชื่อพรรค หาโลโก้พรรค (ทั้งหมดต้องไม่ซ้ำกับคนอื่น) เขียนนโยบายและอุดมการณ์พรรคเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วก็ร่างระเบียบพรรค (เช่น การส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง ระเบียบการประชุมประจำปี เงินบำรุงพรรคต่อปี) เสร็จแล้วก็เลือกหัวหน้าพรรค พร้อมคณะกรรมการต่างๆ ของพรรค แล้วสมาชิกพรรคก็ร่วมลงขันกันคนละ 1,000 – 20,000 บาท เพื่อเป็นทุนตั้งพรรค เสร็จแล้วครับ แค่นี้แหละครับ พรรคการเมืองของเราก็พร้อมแล้วที่จะยื่นเอกสารตั้งพรรคให้กับทาง กกต. พอ กกต. อนุมัติ พรรคการเมืองของเราก็ถือว่าเป็นพรรคที่มีอยู่จริงอย่างเป็นทางการในระบบการเมืองไทยแล้วครับ แต่เท่านั้นยังไม่จบ เราต้องทำการขยายสาขาพรรคไปอย่างต่ำให้เรามีสาขาของพรรคในทุกภาคของเมืองไทย ซึ่งแต่ละสาขาก็ต้องมีสมาชิกพรรคของเราอยู่ในภูมิลำเนานั้นไม่ต่ำกว่า 500 คน ซึ่งในภาพรวม ภายใน 1 ปีหลัง กกต.อนุมัติการตั้งพรรคของเรา เราต้องหาสมาชิกรวมให้ได้อย่างต่ำ 5,000 คน และภายใน 4 ปีเราก็ต้องหาสมาชิกรวมให้ได้อย่างต่ำ 10,000 คน

สัตว์ป่าสงวนในประเทศไทย

ในประเทศไทยยังคงมีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติส่วนหนึ่งมาจากการประกาศเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า โดยการพื้นที่เหล่านี้ไม่ให้ชาวบ้านหรือประชาชนทั่วไปเข้าไปยังพื้นที่เพื่อเป็นการอนุรักษ์พันธุ์พืชและสัตว์ป่าแต่ข่าวสะเทือนขวัญล่าสุดที่ทำให้เสือดำต้องตายซึ่งเป็นสัตว์หายากในขนาดนี้จึงเกิดความตระหนักต่อการรักษาธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ส่วนหนึ่งประชาชนเริ่มค้นหาพันธุ์สัตว์ป่าหายากและสัตว์สงวนในประเทศไทยเพื่อเป็นความรู้และช่วยกันอนุรักษ์สัตว์เหล่านี้

 

black panther

ในอดีตที่ผ่านมามีการล่าสัตว์และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลืองทำให้สัตว์บางชนิดสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยและจากบนโลกใบนี้หนึ่งในนั้นคือ สมันได้รับการขนานนามว่าเป็นกวางที่มีเขาสวยงามที่สุดในโลก พบที่ประเทศไทยแห่งเดียว และด้วยเหตุการณ์นี้จึงทำให้ในปีพ.ศ.2503 ทางภาครัฐได้ผลักดันกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าฉบับแรกของประเทศไทยนั่นก็คือพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าพ.ศ. 2503 ซึ่งในกฎหมายฉบับนี้ได้ให้รายละเอียดของสัตว์ป่าหายากหรือสัตว์ป่าสงวนโดยเบื้องต้นมีการกำหนดสัตว์จำนวน 9 ชนิดได้แก่ 1กระซู่ 2แรด 3กรูปรีหรือโคไพร 4ควายป่า 5ละมั่งหรือละอง 6เนื้อสมันหรือสมัน 7เนื้อทรายหรือทราย 8กูรำหรือเลียงผา 9กวางผา และต่อมาได้เพิ่มจำนวนสัตว์ป่าสงวนที่มีแนวโน้มสูญพันธุ์เพิ่มขึ้นมาอีกเช่นนกกระเรียน แมวลายหินอ่อน สมเสร็จ เก้งหม้อ พะยูนเป็นต้น พร้อมกันนี้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พยายามขยายพันธุ์สัตว์ป่าและเพิ่มจำนวนประชากรของสัตว์เหล่านี้ให้มีมากขึ้นด้วยความพยายามของภาครัฐและภาคเอกชนเพื่ออนุรักษ์ให้สัตว์หายากเหล่านี้ให้คงอยู่ในพื้นแผ่นดินไทยต่อไป และล่าสุดในปีพ.ศ. 2558 ได้เกิดการรณรงค์เพิ่มจำนวนสัตว์สงวนอีก 4 ชนิดที่มีแนวโน้มสูญพันธ์โดยได้รับความเห็นชอบจากมติคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าซึ่งรอการประกาศใช้อย่างเป็นทางการนั่นก็คือ 1 วาฬบรูด้า 2 วาฬโอมูระ 3 ฉลามวาฬ 4 เต่ามะเฟือง ซึ่งสัตว์ทั้ง 4 ชนิดมีโอกาสสูญพันธุ์จากโลกนี้ สำหรับเต่ามะเฟืองนั้นได้รับการยอมรับว่าเป็นเต่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยขนาดโตเต็มวัยของเต่ามะเฟืองจะมีขนาดที่ 2 เมตรเอกลักษณ์ของเต่าอยู่ตรงที่กระดองมีลักษณะคล้ายมะเฟืองโดยเต่าชนิดนี้ไม่สามารถหดหัวเข้ากระดองได้ และกระดองของมันมีความยืดหยุ่นเหมือนยางไม่ได้แข็งแรงเหมือนกระดองเต่าชนิดอื่นปัจจุบันจำนวนของเต่ามะเฟืองลดลงอย่างรวดเร็วโดยเหตุผลหลักที่ทำให้ลดจำนวนลงนั่นคือขยะในท้องทะเลโดยเฉพาะถุงพลาสติกซึ่งเต่ามะเฟืองเข้าใจว่าเป็นแมงกะพรุนเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้สัตว์ชนิดนี้ใกล้สูญพันธุ์

การอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าและสัตว์หายากเป็นหน้าที่ของประชาชนคนไทยทุกคนเพื่อให้สัตว์เหล่านี้ได้อยู่คู่กับประเทศไทยต่อไปและเปิดโอกาสให้ลูกหลานได้สัมผัสกับความน่ารักและคงความสมบูรณ์ของระบบนิเวศสืบต่อไป  

แนวโน้มการเลือกตั้งในปี 2561

แนวโน้มการเลือกตั้งในปี 2561

เรียกได้ว่าอยู่ในสถานการณ์ที่น่าจับตามองอย่างมากเลยทีเดียวสำหรับการเลือกตั้งในปี 2561 ที่ทางรัฐบาลกำลังเตรียมพร้อมด้านการร่างรัฐธรรมนูญ และมีผู้อยากเลือกตั้งออกมาเรียกร้องเป็นจำนวนมากตั้งแต่ช่วงต้นปี และมีแนวโน้มที่จะขยายความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากต้องการที่จะได้รับการเลือกตั้งและก้าวเข้าสู่ประชาธิปไตยในประเทศไทยโดยด่วน ส่งผลให้มีหลายฝ่ายเรียกร้องที่ให้ พล.อ. ประยุทธ์ จัทน์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เร่งจัดการเลือกตั้งและคืนประชาธิปไตยให้กับประชาชนโดยด่วน เนื่องจากประเทศไทยได้ห่างหายจากการเลือกตั้งแบบ “จริงจังและสมบูรณ์แบบ” มานานถึง 6 ปีด้วยกัน

 

ซึ่งทางนายกรัฐมนตรี ก็ได้ออกมายืนยันแล้วว่าในปี 2561 นี้จะไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น โดยจะถูกเลื่อนไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีผู้คนออกมาต่อต้านกันเป็นจำนวนมาก แต่นี่ก็ถือว่าเป็นทิศทางที่ดี เพราะตอนนี้ทางรัฐบาลและสำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีการเปิดให้กลุ่มบุคคลเข้ายื่นคำขอเพื่อจดแจ้งเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อเดือนมีนาคม ส่งผลให้มีการตื่นตัวและมีผู้เข้าร่วมสมัครกันอย่างมากสำหรับการปลดล็อคให้มีการจัดประชมพรรคการเมือง เพื่อที่จะทำกิจกรรมด้านการเมืองต่างๆนั่นเอง และจะมีการเปิดสำรวจรายชื่อพรรคการเมืองเก่าในเดือนเมษายน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อที่ก้าวเข้าสู่การเลือกตั้ง 2562 ต่อไป

แนวโน้มการเลือกตั้งในปี 2561

ทั้งนี้ในส่วนของวันเลือกตั้งที่แน่ชัดนั้นไม่ได้แจ้งรายละเอียดอย่างชัดเจน ยังไม่มีการวางโครงสร้างการเมืองใหม่ และกฏกติกาที่แน่ชัดมากนัก  ซึ่งทางนายกรัฐมนตรี ได้เผยว่าการเลือกตั้งปี 2562 วันเวลานั้นจะอยู่ในช่วง 150 วัน ซึ่งจะต้องดูสถานการณ์ภายในประเทศด้วย ว่าอยู่ในความสงบเรียบร้อยและพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่การเลือกตั้งอย่างเต็มตัวอีกครั้งหรือไม่

 

ซึ่งถึงแม้ว่าวันเลือกตั้งและแผนการด้านการเลือกตั้งจะไม่มีการกำหนดขึ้นนั้น ก็ได้มีพรรคการเมืองทั้งใหม่และเก่า ได้แสดงถึงจุดยืนด้านการเมือง มีการออกมาแสดงความคิดเห็น ทั้งในด้านการตั้งมั่นว่าจะทวงคืนประชาธิปไตย หรือแสดงเจตนารมณ์เพื่อที่จะช่วยสืบทอดอำนวจและความตั้งใจของท่านนายกัฐมนตรีในปัจจุบัน

 

อย่างไรก็ตามก็ต้องลุ้นกันต่อไปว่าเมืองไทยในเวลานี้จะได้เลือกตั้งในปี 2562 แน่ชัดหรือไม่ ซึ่งคาดการณ์ว่าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าทางรัฐบาลจะมีการแจ้งรายละเอียดและโครงสร้างต่างๆที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ก็ต้องมีการควบคุมและพูดคุยเกี่ยวกับแกนนำที่กำลังมีการประท้วง ชุมนุมกันอย่างต่อเนื่องและลุกลามความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆด้วยว่า ทางรัฐบาลจะจัดการปัญหาเกี่ยวกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง อย่างไร

การเมืองประเทศไทย ในปี 2018

การเมืองประเทศไทย ในปี 2018

เรียกว่าเป็นเรื่องที่สำคัญและถูกจับตาจากคนในประเทศไทยอยู่เสมอเลยทีเดียวสำหรับเรื่องการเมือง เนื่องจากเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งจากหลายๆปีที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับว่าประเทศไทยได้มีวิกฤติทางการเมืองเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ละครั้งก็จะมีความรุนแรงและการโต้ตอบที่แตกต่างกันไป ซึ่งส่งผลให้เรื่องการเมืองไทยประเทศไทยเต็มไปด้วยความตึงเครียดระยะยาว ทั้งจากรัฐบาลและในหลายๆฝ่ายรวมไปถึงประชาชนทุกคน เพราะฉะนั้นเพื่อสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆอยู่เสมอ เราควรติดตามข่าวสารและเรื่องราวการเมืองอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้การเมืองประเทศไทยในปี 2018 จะเป็นอย่างไร มีแนวโน้มและจะไปไหนทิศทางใด เราไปทำความเข้าใจและเรียนรู้เรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับการเมืองไทยในปัจจุบันกัน

การเมืองไทยในปัจจุบัน

ปัจจุบันนี้การเมืองไทยอยู่ในระบอบเผด็จการทหารทางพฤตินัย ตามสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติและพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เป็นผู้ใช้อำนาจบริหารและดำรงหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้ทำการออกประกาศให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาคดีอาญาบางประเภท  และในกรณีที่มีการฝ่าฝือคำสั่ง คสช. ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว กล่าวง่ายๆก็คือในปัจจุบันนี้ประเทศไทยได้ถูกปกครองด้วยระบบเผด็จการทางทหาร ที่ได้เข้ามารักษาความสงบในประเทศ หลังจากที่ได้ทำการรัฐประหาร ในปี 2557

การจำกัดสิทธิทางการเมือง

ในปัจจุบันนี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ห้ามไม่ให้พรรคการเมืองต่างๆดำเนินกิจกรรมหรือการประชุมใดๆทางการเมืองตามกฎอัยการศึก รวมไปถึงกิจกรรมทางการเมืองของประชาชนก็ถือเป็นสิ่งต้องห้ามเช่นเดียวกัน โดยมีการออกผลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557  ตั้งแต่หลังรัฐประหาร จึงทำให้การเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับเรื่องพรรคการเมืองต่างๆในประเทศในการเลือกตั้งได้ถูกจำกัด รวมไปถึงระยะเวลาในการปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่ใช้ระยะเวลานานพอสมควรแล้ว จึงทำให้ทุกฝ่ายเร่งรัดให้เกิดการคืนอำนาจประชาธิปไตยสู่ประชาชน และจัดตั้งการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลครั้งใหม่

การเมืองประเทศไทย ในปี 2018 2

 ปีแห่งการเลือกตั้ง

หลังจากที่ได้เลื่อนการเลือกตั้งมาแล้วทั้งหมด  4 ครั้งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เพื่อทำการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ โดยในตอนนี้การร่างรัฐธรรมนูญก็ใกล้สำเร็จแล้ว เรียกได้ว่ามีความพร้อมที่จะคืนอำนาจอธิปไจยสู่ประชาชน ด้วยการกำหนดให้มีการเลือกตั้ง พร้อมยกเลิกคำสั่งด้านสิทธิทางการเมืองต่างๆ ที่ถือว่าเป็นพรรคการเมืองนั้นมีบทบาทสำคัญอย่างมากตามหลักประชาธิปไตยและสามารถที่จะดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้อย่างอิสระเสรี ภายใต้กรอบของการปกครองระบอบประชาธิปไตย

เพราะเหตุนี้เองจึงทำให้ตอนนี้หลายฝ่ายต่างเรียกร้องและกดดัน จนทำให้มีการชุมนุมในระดับเล็กๆเพื่อเรียกร้องการคืนอำนาจประชาธิปไตยจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.

สิ่งสำคัญมากที่สุดสำหรับตอนนี้ก็คือการยกเลิกคำสั่งทำกิจกรรมทางการเมือง ที่จะมีทั้งพรรคการเมืองเก่าและพรรคการเมืองที่กำลังจะตั้งขึ้นใหม่ รวมไปถึงประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่จะเตรียมความพร้อมและทำกิจกรรมต่างๆกับพรรคการเมือง รวมไปถึงการปรึกษาหารือเกี่ยวกับพรรคการเมืองต่างๆ การเตรียมตัวรับสมัครรับเลือกตั้ง นอกจากนี้ก็คือการสร้างภาพลักษณ์ด้านประชาธิปไตยให้ออกสู่ประชาชนโลกในเร็ววันนั่นเอง

การเมืองไทยกับโซเชียลมีเดีย

ถึงแม้ว่าจะอยู่ภายใต้การปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. แต่ก็ต้องยอมรับเลยว่าในสื่อโซเชียลมีเดียวหรือสังคมออนไลน์มีการพูดคุยถึงเรื่องการเมืองเป็นอย่างมาก ทั้งในกลุ่มนักศึกษา วัยรุ่น คนทำงาน หรือบุคคลทั่วไปต่างๆ ที่เรียกได้ว่าให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องการเมืองและหยิบมาพูดถึงเสมอ ทั้งในแง่ลบหรือด้านบวก ไม่ว่าจะเป็นทาง Facebook,Twitter,Line และอื่นๆอีกมากมาย โดยจะเน้นเป็นการแสดงความคิดเห็นในแง่มุมของตนเอง ความเป็นจริงแต่ทั้งนี้ก็ยังอยู่ในการควบคุมและดูแลของทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่จะไม่ค่อยมีโต้ตอบที่รุนแรง หรือถ้อยคำที่ทำให้เกิดการทะเลาะสักเท่าไหร่ เรียกได้ว่าในปี 2561 นี้คนไทยจะหันมาสนใจและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเมืองมากยิ่งขึ้นผ่านทางสังคมออนไลน์

การเมืองไทยกับสื่อ

ด้วยเนื่องจากปัจจุบันนี้โลกแห่งการสื่อสารได้มีการพัฒนาออกมาหลายรูปแบบ สิ่งที่เราจะได้เห็นจากสื่อมวลชนหรือการเสนอข่าวจึงเป็นเรื่องที่สะดวก รวดเร็ว และอัพเดทอยู่เสมอ จึงทำให้ประชาชนได้รู้ถึงเรื่องราว บทสัมภาษณ์ ความคิดเห็นและกิจกรรมต่างๆของทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. จากสื่อ ที่ตอนนี้เรียกได้ว่าอยู่ในจุดที่เป็นที่น่าจับตามองอย่างมาก จะเห็นได้ว่าข่าวที่มีเกี่ยวกับการเมืองไทยจะถูกนำมาพูดต่อและมีผู้เข้าชมหรืออ่านกันเป็นจำนวนมากทั้งทางออนไลน์หรือหนังสือพิมพ์ รวมไปถึงนิตรสารต่างๆ

เรียกได้ว่าในปี 2561 นี้เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ ที่ก็ต้องรอลุ้นกันอีกทีว่า จะมีการเลื่อนการเลือกตั้งอีกหรือไม่ แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดในปัจจุบันนี้ก็คือ ถึงแม้ว่าแต่ละฝ่ายจะมีการพูดคุย การแสดงความคิดเห็น หรือออกมาชุมนุมสักเท่าไหร่ รวมไปถึงมีการจำกัดด้านสิทธิพรรคการเมือง รวมไปถึงคะแนนความนิยมของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่ลดน้อยลง แต่ทั้งหมดนี้ก็อยู่ในความสงบและไม่ได้รุนแรงมากนัก

 

8 อันดับนักการเมืองหน้าตาดีทั่วมุมโลก

รู้หรือไม่? ว่าโลกใบนี้มีนักการเมืองรูปหล่ออยู่มากมาย ใครจะไปคาดคิดว่าผู้ชายที่ต้องทำงานเกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศจะมีหน้าตาที่หล่อเหลาและมีภาพลักษณ์ที่ดูเท่ ดูฮ็อตร้อนฉ่าทุกมุมมองได้ล่ะ เพราะงานของพวกเค้าน่าจะเป็นงานที่เคร่งเครียดทำให้ไม่มีเวลาดูแลตัวเองเท่าไหร่นักแถมนักการเมืองส่วนใหญ่มักจะมีอายุแล้วเสียด้วยสิ ไหน ๆ ดูหน่อยซิว่านักการเมืองรูปหล่อจากทั่วทุกมุมโลกที่สาว ๆ กรี๊ดกร๊าดมีใครกันบ้าง

  1. Justin Trudeau นายกรัฐมนตรีของประเทศแคนาดา ชื่อของท่านอ่านว่า “ฌูสแตง ตรูโด ในภาษาฝรังเศสหรือ “จัสติน ทรูโด” ในภาษาอังกฤษ ปัจจุบันอายุ 46 ปีแต่ยังคงความหล่อเหลาดูอ่อนวัย นอกจากนี้ยังมีความเป็นผู้นำ เก่งกาจและเรียกได้ว่าเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ท่านได้รับเลือก แต่ถึงแม้ท่านนายกฯจะเป็นขวัญใจของสาว ๆ แคนาดาและสาว ๆ ทั่วโลก แต่ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะท่านนายกมีภรรยาแล้วและมีลูกด้วยกันถึง 3 คนจ้า
Cr. Gettyimages.com
  1. Bilawal Bhutto Zardari (Pakistan) คุณบินลาวัล บุตโต ซาร์ดารี่ นักการเมืองรูปหล่อคมเข้มคนนี้เป็นที่รู้จักในฐานะทายาทของอดีตนายกรัฐมนตรีเบนาเซียร์ บุตโต เขาจบจากมหาวิทยาลัย Oxford สาขาประวัติศาสตร์สมัยใหม่และปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค PPP ต่อจากแม่ของเขาที่โดนลอบสังสังหารระหว่างดำรงตำแหน่ง

Cr. dawn.com

  1. Wyatt Roy (Australia) คุณไวแอต รอย นักการเมืองที่เด็กที่สุดในประเทศออสเตรเลียที่ได้รับเลือกตั้งให้เข้าดำรงตำแหน่งรัฐสภาในวัยเพียง 20 ปีเท่านั้น ถึงแม้ท่านจะเกิดมาในครอบครัวชาวไร่แต่ก็มีทักษะการบริหารจัดการดูแลคนเป็นอย่างดีเพราะต้องช่วยพ่อแม่ดูแลคนงานมากกว่า 100 คนในไร่ หลังจากที่ได้ลงเรียนเรื่องการเมืองการบริหารและการค้าระหว่างประเทศและได้รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น ๆ เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้เกิดมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้และได้ก้าวเข้ามาในแวดวงการเมือง

Cr. smh.com.au

  1. Nicolas Dufour (Canada) วุฒิสมาชิกแคนาดาที่ได้รับเลือกตั้งจากเขตการเลือกตั้งเมืองเรเพนทิกนี่เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในนักการเมืองตั้งแต่อายุน้อยด้วยวัยเพียง 21 ปี และแม้ในปัจจุบัน นิโคลัส ดูโฟ ไม่ได้มีบทบาทในฐานะนักการเมืองมากนักแต่ก็ยังคงได้รับเชิญในฐานะวิทยากรในการบรรยายอยู่เป็นประจำ

Cr. hebdorivenord.com

  1. Aaron Schock (USA) สส.ที่อายุน้อยที่สุดจากมลรัฐอิลลินอยส์ซึ่งมีอายุ 23 ปีในขณะนั้น คุณแอรอนมีแนวคิดเรื่องการลงทุนการทำธุรกิจตั้งแต่เด็กและเริ่มทำงานจริงจังตั้งแต่ 5 ขวบ ได้ตัดสินใจหันเหตัวเองเข้ามาสู่แวดวงการเมืองตั้งแต่ยังหนุ่ม ซึ่งคุณแอรอน ช็อค คงเป็นหนึ่งในนักการเมืองไม่กี่คนที่มีรูปร่างและมัดกล้ามที่สวยงามจนได้ ขึ้นปก Men’s Health และต้องขอบอกว่า มันดีจริง ๆ ค่ะคุณ

Cr. abcnews.go.com

  1. Sebastian Kurz รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของประเทศออสเตรีย คุณเซบาสเตียน เคิร์ซ ปัจจุบันอายุ 31 ปี เป็นรัฐมนตรีที่มีรอยยิ้มบาดใจและหล่อเหมือนพระเอกหนังเลยทีเดียว ก่อนหน้าที่เขาจะเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการรัฐเพื่อการบูรณาการทางสังคม โดยกำหนดให้เด็กต้องเรียนรู้เพื่อพูดภาษาเยอรมันให้ได้ก่อนเข้าเรียนและยังก่อตั้งชั้นเรียนฟรีสำหรับผู้นำศาสนาอิสลามอีกด้วย แหม ทั้งหล่อทั้งเก่งเลยนะเนี่ย

Cr. theiranproject.com

  1. Tim Harris นักการเมืองหนุ่มใหญ่คนนี้อายุอานามใกล้จะ 50 แล้วแต่ยังคงความกระชากใจสาวน้อยสาวใหญ่ ทิม แฮริส สมาชิกพรรคแนวร่วมประชาธิปไตยของแอฟริกาใต้อีกหนึ่งหนุ่มนักการเมืองที่ได้รับการตอบรับอย่างล้มหลามในโลกโซเชี่ยลจากสาว ๆ

Cr. dailymaverick.co.za

  1. Gabriel Wikstrom รัฐมนตรีสาธารณสุขและกีฬาสุดฮ็อตของสวีเดน ปัจจุบันอายุ 31 ปี โดยคุณเกเบรียลเริ่มสนใจงานด้านการเมืองมาตั้งแต่ยังเป็นเยาวชนและเข้าสู่แวดวงการเมืองเต็มตัวในปี 2011 เป็นนักการเมืองรูปหล่ออีกท่านที่ดูแลตัวเอง จัดแต่งทรงผมและเลือกเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายได้เป๊ะมาก ๆ ค่ะ

Cr. swedenabroad.com

นักการเมืองหนุ่มรูปหล่อเรานี้ก็เรียกได้ว่าเป็นตัวแทนของผู้ชายที่ทั้งเก่ง เป็นผู้นำแล้วยังรู้จักดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอ ก็แบบเนี้ย สาวน้อยสาวใหญ่ที่ไหนเจอก็เป็นต้องหวั่นไหวใช่มั้ยล่ะ