ภาษีที่เราจ่ายไปรัฐนำไปใช้อะไรบ้าง

เชื่อได้เลยครับว่า ต้องมีหลายคนสงสัยกัน อย่างแน่นอนครับว่า ภาษีที่เราจ่ายไปรัฐนำไปใช้อะไรบ้าง และปกติแล้ว รัฐบาลนั้น เอาภาษีของเราไปใช้อะไรบ้าง โดยวันนี้ผมมีคำตอบมาให้คุณเองครับ ว่าแท้ที่จริงแล้วจะเป็นอย่างไร ความจริงเกี่ยวกับเรื่องภาษีที่คนไทยทุกคนควรรู้  ถึงแม้ประชาชนจะไม่ได้เสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดา ภงด.91 ทุกคนก็ตาม แต่ทุกคนก็ต้องเสียภาษีให้รัฐฯ ในรูปแบบภาษีอื่นๆอยู่ดี ใกล้ตัวง่ายๆคือ สินค้าที่เราอุปโภค บริโภค การใช้บริการต่างๆ จะรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ไว้แล้ว และยังรวมถึงภาษีสรรพสามิตอีกด้วย ผู้ประกอบการจะบวกภาษีในส่วนนี้เข้าไปแล้ว และผลักภาระภาษีให้ผู้ใช้สินค้า และบริการเป็นผู้รับผิดชอบ

ภาษีที่เราจ่ายไปรัฐนำไปใช้อะไรบ้าง

ซึ่งในทุกๆวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ผู้ประกอบการจะต้องมีหน้าที่นำส่ง เงินภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.30 เข้ากรมสรรพากรทุกเดือน ภาษีมูลค่าเพิ่มดูได้จากบิลใบเสร็จ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ของใช้ในชีวิตประจำวันที่เรากินใช้นั่นล่ะค่ะ ได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าไปแล้ว รวมถึงเหล้า บุหรี่ น้ำมัน รถยนต์ที่ได้บวกภาษีสรรพสามิตเบิ้ลเข้าไปอีก เราทุกคนได้จ่ายภาษีให้รัฐฯ ในชีวิตประจำวัน กันทุกวันทุกคนค่ะ ยังมีภาษีรูปแบบอื่นๆที่ไม่ได้กล่าวถึงอีกมากเช่น ภาษีโรงเรือน ภาษีที่ดิน ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่บริษัทฯ ห้างร้าน จะต้องเสียภาษีปีละครั้งจากกำไรสุทธิอีก เท่านั้นยังไม่พอค่ะ…ยังผุดไอเดียใหม่ๆ มาเก็บกันต่อได้อีก คือภาษีคนโสด ลองนึกดูว่าประชากร 60-70 ล้านคน มีการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน  มีเงินภาษีที่เข้าสรรพากรและรัฐฯ มากมายมหาศาลขนาดไหน ฉะนั้นเงินรายได้จากภาษีของประชาชนทุกคนนั้น  คงตอบได้แล้วครับว่า ภาษีที่เราจ่ายไปรัฐนำไปใช้อะไรบ้าง

ส่วนตัวผมมองว่า VAT คือรูปแบบภาษีที่ยุติธรรมที่สุด ใช้มาก โดนมาก ใช้น้อยโดนน้อย คนจะมีกำลังใช้น้อย ย่อมโดนน้อย ถ้ากลัวไม่มีกินจะให้งด VAT ในสินค้าพื้นฐานเช่นอาหาร ยา ก็ยังโอเค ยังไฃคนรวยก็ได้จ่ายมากกว่า เพราะต้องใช้เยอะ ถ้ารวยแล้วใช้น้อยจะรวยไปทำไมจริงมั้ย ภาษีเงินได้ต่างหากที่ไม่ยุติธรรม อีกมุมนึง คนขยันเกือบตาย หารายได้มาเยอะๆ กลับโดนภาษีไปแทบหมด ในขณะที่บางกลุ่มอาชีพที่อ้างว่าเป็นอาชีพประจำชาติ ได้รับการยกเว้น(ทั้งๆที่ไม่ได้จนกันทุกคน คนจนจริงๆก็ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษีอยู่แล้ว)  บางกลุ่มอาชีพเลี่ยงได้หน้าด้านๆ บางกลุ่มอาชีพสร้างภาพว่าจน ว่าไม่รู้ว่าต้องยื่นๆทั้งๆที่กิจการใหญ่โต บางกลุ่มอาชีพลดหย่อนสารพัดทั้งจริงทั้งปลอม สุดท้ายแค่คนกลุ่มเล็กๆที่ไม่ได้รวยจริงๆต้องมารับภาระ คุณว่ามันยุติธรรมมั้ยหล่ะครับ

พรรคการเมืองหน้าใหม่ของไทย

ในปัจจุบันนี้การเมือง ของประเทศก็ถือได้ว่าค่อนข้างนิ่งอยู่พอสมควรเลยก็ว่าได้ และมีประกาศออกมาจาก คสช. แล้วว่าเตรียมที่เปิดให้มีการเลือกตั้งในประเทศไทยในเร็วๆนี้อีกด้วย โดยการประกาศในครั้งนี้ก็ทำให้เกิดการตื่นตัวของพรรคการเมืองต่างๆมากมาย ทั้งพรรคเล็ก พรรคใหญ่ ที่เตรียมตัวกันเริ่ม วางแผนทำการเลือกตั้งกันแล้ว และที่เห็นได้อย่างชัดเจนเลย นั่นก็คือ เริ่มมีคนรุ่นใหม่ หรือ ผู้คนที่สนใจในการเมืองเริ่มสร้างพรรคการเมืองกันเองแล้ว โดยตอนนี้ประเทสไทยของเราก็ถือได้ว่ามีพรรคการเมืองหน้าใหม่อยู่ไม่น้อยเลยเช่นกัน

พรรคการเมืองหน้าใหม่ของไทย

ถึงแม้ว่าวันเลือกตั้งนั้น ยังไม่มีการประกาศอย่างแน่ชัด แต่ระบุไว้แล้วว่า ปี 2562 อย่างแน่นอน แต่ก็สร้างความ ตื่นตัวให้แก่ผู้ที่สนใจที่จะเข้ามาเล่นการเมืองกันเยอะอยู่พอสมควรเลยก็ว่าได้ โดยตอนนี้ประเทศไทยของเรานั้นได้มี พรรคการเมืองหน้าใหม่ของไทยเกิดขึ้นอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น พรรคประชาชนปฏิรูป พรรคพลังชาติไทย พรรคเกรียน พรรคพลังธรรมใหม่ พรรคสามัญชน พรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยธรรม พรรคเห็นแก่ตัว พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งถือได้ว่าค่อนข้างเยอะเลยทีเดียวครับสำหรับตอนนี้ ที่มีการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา ได้อย่างเป็นรูปเป็นร่างมากที่สุด และบอกได้เลยว่ามีบางพรรคการเมือง ที่น่าจับตามองอย่างมากอีกด้วย

สำหรับใครที่สงสัยว่าการตั้งพรรคนั้น ต้องตั้งแบบไหน ง่ายหรือไม่ เรามีคำตอบมาให้ครับ ว่าจะตั้งพรรคเพื่อลงเลือกตั้งนี่ในทางปฏิบัติจะทำยังไงกันล่ะ จะให้ไปอ่านตัวกฎหมายเองก็เวียนหัว การมีส่วนร่วมทางการเมืองไม่ควรจะยากครับ เราจึงขอย่อยแต่แก่นๆ มาให้ดูว่าจะตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเพื่อลงสมัครเลือกตั้งต้องทำอย่างไรกันบ้าง คืออย่างแรกสุดเลยเราต้องมีอุดมการณ์ทางการเมืองก่อน (จะเป็นอะไรก็สุดแท้แต่) แล้วเราก็หาผู้ร่วมอุดมการณ์ที่พร้อมจะตั้งพรรคกับเราให้ได้มาอย่างต่ำๆ 500 คน พอหาคนมาได้แล้วเราก็จัดประชุมพรรค (โดยมีคนไม่ต่ำกว่า 250 คนเข้าร่วมประชุม) เพื่อตั้งชื่อพรรคกัน หาตัวย่อชื่อพรรค หาโลโก้พรรค (ทั้งหมดต้องไม่ซ้ำกับคนอื่น) เขียนนโยบายและอุดมการณ์พรรคเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วก็ร่างระเบียบพรรค (เช่น การส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง ระเบียบการประชุมประจำปี เงินบำรุงพรรคต่อปี) เสร็จแล้วก็เลือกหัวหน้าพรรค พร้อมคณะกรรมการต่างๆ ของพรรค แล้วสมาชิกพรรคก็ร่วมลงขันกันคนละ 1,000 – 20,000 บาท เพื่อเป็นทุนตั้งพรรค เสร็จแล้วครับ แค่นี้แหละครับ พรรคการเมืองของเราก็พร้อมแล้วที่จะยื่นเอกสารตั้งพรรคให้กับทาง กกต. พอ กกต. อนุมัติ พรรคการเมืองของเราก็ถือว่าเป็นพรรคที่มีอยู่จริงอย่างเป็นทางการในระบบการเมืองไทยแล้วครับ แต่เท่านั้นยังไม่จบ เราต้องทำการขยายสาขาพรรคไปอย่างต่ำให้เรามีสาขาของพรรคในทุกภาคของเมืองไทย ซึ่งแต่ละสาขาก็ต้องมีสมาชิกพรรคของเราอยู่ในภูมิลำเนานั้นไม่ต่ำกว่า 500 คน ซึ่งในภาพรวม ภายใน 1 ปีหลัง กกต.อนุมัติการตั้งพรรคของเรา เราต้องหาสมาชิกรวมให้ได้อย่างต่ำ 5,000 คน และภายใน 4 ปีเราก็ต้องหาสมาชิกรวมให้ได้อย่างต่ำ 10,000 คน

ธนาคารไทยยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียม

ธนาคารไทยยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียม

เรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวงการธนาคารประเทศไทยเลยทีเดียวสำหรับการที่ธนาคารยักษ์ใหญ่ของเมืองไทยได้มีการทยอยออกมาประกาศยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านทางออนไลน์ในช่วงสัปดาห์สุดท้าย เดือนมีนาคม 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพราะต้องการที่จะผลักดันประเทศไทยเข้าสู่สังคมไร้เงินสด รวมไปถึงเตรียมพร้อมที่เข้าสู่ยุคแห่งดิจิตอลที่ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถควบคุมได้ผ่านทางออนไลน์นั่นเอง

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้เริ่มต้นที่ธนาคารไทยพาณิชย์ที่ได้ออกมาประกาศยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมในการธุรกรรมทางการเงิน 5 ประเภทที่ลูกค้าใช้บริการเป็นประจำคือ การโอนข้ามเขต ข้ามจังหวัด,การโอนเงินต่างธนาคาร,การเติมเงิน,การจ่ายบิล รวมไปถึงการกดเงินโดยที่ไม่ใช้บัตรผ่านทางแอพพลิเคชั่น SCB Easy  เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา ก่อนจะตามด้วยธนาคารกสิกรไทยที่ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบตามธนาคารไทยพาณิชย์ ด้วยการประกาศยกเลิกค่าธรรมเนียมสำหรับลูกค้าที่ใช้บริการผ่านทางออนไลน์ รวมไปถึงการจ่ายบิลค่าสินค้า การโอนเงินข้ามธนาคารหรือข้ามเขน ก่อนที่ธนาคารต่างๆจะเริ่มออกมาประกาศยกเลิกค่าธรรมเนียมอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย

ธนาคารไทยยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียม

ทั้งนี้ตัวแทนของทางธนาคารก็ได้เผยว่าการยกเลิกค่าธรรมเนียมครั้งยิ่งใหญ่นี้ ส่งผลให้เกิดการเสียรายได้ลงบ้าน แต่ทั้งนี้ก็เป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อที่จะเป็นการรักษาฐานลูกค้าและผู้ใช้บริการ รวมไปถึงการเตรียมพร้อมให้คนไทยเข้าสู่สังคมไร้เงินสดแบบสมบูรณ์แบบ พร้อมทั้งยังได้มีการเปิดเผยจากนางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย การยกเลิกค่าธรรมเนียมครั้งนี้จะส่งผลต่อรายได้ที่จะลดลงไปถึง 1.5 หมื่นล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว

แต่ทั้งนี้ทางธนาคารแต่ละแห่งก็ยังคงมีรายได้จากช่องทางต่างๆเพิ่มเติมมากมายไม่ว่าจะเป็น รายได้จากการลงทุน ดอกเบี้ยเงินกู้ หรือค่าธรรมเนียมจากการเป็นนายหน้าผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่แต่ละธนาคารสามารถที่จัดการและบริการได้ ส่งผลให้การยกเลิกค่าธรรมเนียมไม่ส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิ์ไม่มากนัก

การยกเลิกค่าธรรมเนียมของธนาคารไทยในครั้งนี้ส่งผลให้เห็นการเปลี่ยนแปลงในวงการการเงิน และสังคมไทยที่ออนไลน์จะเข้ามามีอิทธิพลในการใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถที่จะบริหารจัดการภายในแอพพลิเคชั่นของทางธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงิน การถอนเงินผ่านแอพพลิเคชั่น การเติมเงิน การจ่ายบิล หรือการใช้ QR Code Payment ที่เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่จะทำให้คนไทยหันมาใช้จ่ายผ่านทางแอพพลิเคชั่นและระบบออนไลน์มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการเตรียมตัวที่จะเข้าสู่สังคมไร้เงินสดอย่างเต็มตัวนั่นเอง

ปัญหาราคายาง ณ ปัจจุบัน

พืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจการส่งออกของประเทศไทยนอกจากข้าวและน้ำตาลอีกหนึ่งพืชทางเศรษฐกิจนั้นก็คือยางพารา โดยในปัจจุบันนี้ประเทศไทยประสบปัญหาราคายางพาราที่ตกต่ำและมีแนวโน้มปรับตัวลดลงส่วนหนึ่งเนื่องมาจากปัจจัยรอบด้านของสภาพความต้องการและปริมาณยางพาราในระบบตลาดที่มีการผลิตออกมาไม่สอดคล้องกัน ส่งผลทำให้เป็นปัญหาที่เรื้อรังในปัจจุบันที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาในส่วนนี้ได้สำเร็จ

 

ปัญหาราคายาง

ปัญหาราคายางพารา ณ ปัจจุบันนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประสบปัญหานั่นก็คือปริมาณผลผลิตและความต้องการใช้ยางพาราไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยในปัจจุบันมีผู้ผลิตยางพาราอยู่ 3 ประเทศหลักๆก็คือประเทศไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ที่มีการผลิตน้ำยางพาราออกมาสู่ตลาดมากกว่าความต้องการยังไม่นับรวมทั้งผู้ผลิตยางพารารายใหม่นั่นก็คือประเทศกัมพูชาและเวียดนามที่มีผลผลิตออกมาสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้นซึ่งเป็นการสวนทางกับความต้องการใช้ยางพารา เป็นปัจจัยทำให้ราคายางพาราตกต่ำ อีกส่วนหนึ่งมาจากปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยเฉพาะผู้ใช้ยางพารารายใหญ่นั่นคือประเทศจีน สหรัฐ และประเทศญี่ปุ่นได้เกิดการชะลอการสั่งซื้อ ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาทางการเมืองภายในประเทศจึงเกิดการชะลอการสั่งซื้อซึ่งกระทบต่อผู้ผลิตโดยตรง หากเราติดตามข่าวจะพบว่าทางตะวันออกกลางและสหรัฐอเมริกากำลังเกิดสงครามและมีการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย โดยล่าสุดมีการยิงขีปนาวุธเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม เหตุการณ์นี้ส่งผลทำให้ทั่วโลกต่างกังวลโดยมีการจับตาสถานการณ์นี้อย่างเป็นพิเศษ ในหลายครั้งมีความพยายามที่จะรวมตัวกันของผู้ผลิตยางพาราเพื่อควบคุมผลผลิตให้ออกมาเพียงพอกับตลาดและความต้องการ เช่นเดียวกันกับผู้ผลิตน้ำมันที่รวมตัวการกำหนดโควต้าการผลิตเพื่อให้น้ำมันที่ผลิตออกมาไม่เกิดภาวะล้นตลาดส่งผลทำให้ราคาน้ำมันสามารถเป็นไปในทิศทางที่ต้องการได้แตกต่างจากราคายางพารา ที่ยังคงสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจและการผลิตในขณะนี้ ซึ่งปัญหาในส่วนนี้มีทิศทางและแนวทางแก้ไขที่ต้องใช้เวลาแต่เราสามารถแก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยการนำยางพาราและผลผลิตที่ได้นำมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าแก่สินค้าเช่นนำมาผลิตหมอนยางพารา ที่นอนยางพาราหรือแม้แต่เครื่องใช้ที่ทำจากยางพาราโดยต้องศึกษาคุณสมบัติพิเศษของยางพาราว่ามีความโดดเด่นทางด้านไหนและดึงคุณสมบัติเหล่านั้นเพื่อใช้ในการผลิตสินค้าเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับเกษตรกร

ปัญหาราคายางตกต่ำเป็นปัญหาที่เกษตรกรมักพบอยู่สม่ำเสมอสิ่งหนึ่งเราไม่ควรคาดหวังต่อการแก้ไขจากภาครัฐเนื่องจากปัจจัยในประเทศเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยากแต่ปัจจัยนอกภายนอกประเทศเป็นเรื่องที่ควบคุมได้ยากยิ่งกว่าเพราะฉะนั้นเราควรทำการแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยตัวเองในเบื้องต้นเช่นการเพิ่มมูลค่าสินค้าตามที่ได้กล่าวมา เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถแก้ปัญหายางพาราตกต่ำได้เบื้องต้นด้วยตัวคุณเอง

สัตว์ป่าสงวนในประเทศไทย

ในประเทศไทยยังคงมีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติส่วนหนึ่งมาจากการประกาศเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า โดยการพื้นที่เหล่านี้ไม่ให้ชาวบ้านหรือประชาชนทั่วไปเข้าไปยังพื้นที่เพื่อเป็นการอนุรักษ์พันธุ์พืชและสัตว์ป่าแต่ข่าวสะเทือนขวัญล่าสุดที่ทำให้เสือดำต้องตายซึ่งเป็นสัตว์หายากในขนาดนี้จึงเกิดความตระหนักต่อการรักษาธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ส่วนหนึ่งประชาชนเริ่มค้นหาพันธุ์สัตว์ป่าหายากและสัตว์สงวนในประเทศไทยเพื่อเป็นความรู้และช่วยกันอนุรักษ์สัตว์เหล่านี้

 

black panther

ในอดีตที่ผ่านมามีการล่าสัตว์และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลืองทำให้สัตว์บางชนิดสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยและจากบนโลกใบนี้หนึ่งในนั้นคือ สมันได้รับการขนานนามว่าเป็นกวางที่มีเขาสวยงามที่สุดในโลก พบที่ประเทศไทยแห่งเดียว และด้วยเหตุการณ์นี้จึงทำให้ในปีพ.ศ.2503 ทางภาครัฐได้ผลักดันกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าฉบับแรกของประเทศไทยนั่นก็คือพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าพ.ศ. 2503 ซึ่งในกฎหมายฉบับนี้ได้ให้รายละเอียดของสัตว์ป่าหายากหรือสัตว์ป่าสงวนโดยเบื้องต้นมีการกำหนดสัตว์จำนวน 9 ชนิดได้แก่ 1กระซู่ 2แรด 3กรูปรีหรือโคไพร 4ควายป่า 5ละมั่งหรือละอง 6เนื้อสมันหรือสมัน 7เนื้อทรายหรือทราย 8กูรำหรือเลียงผา 9กวางผา และต่อมาได้เพิ่มจำนวนสัตว์ป่าสงวนที่มีแนวโน้มสูญพันธุ์เพิ่มขึ้นมาอีกเช่นนกกระเรียน แมวลายหินอ่อน สมเสร็จ เก้งหม้อ พะยูนเป็นต้น พร้อมกันนี้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พยายามขยายพันธุ์สัตว์ป่าและเพิ่มจำนวนประชากรของสัตว์เหล่านี้ให้มีมากขึ้นด้วยความพยายามของภาครัฐและภาคเอกชนเพื่ออนุรักษ์ให้สัตว์หายากเหล่านี้ให้คงอยู่ในพื้นแผ่นดินไทยต่อไป และล่าสุดในปีพ.ศ. 2558 ได้เกิดการรณรงค์เพิ่มจำนวนสัตว์สงวนอีก 4 ชนิดที่มีแนวโน้มสูญพันธ์โดยได้รับความเห็นชอบจากมติคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าซึ่งรอการประกาศใช้อย่างเป็นทางการนั่นก็คือ 1 วาฬบรูด้า 2 วาฬโอมูระ 3 ฉลามวาฬ 4 เต่ามะเฟือง ซึ่งสัตว์ทั้ง 4 ชนิดมีโอกาสสูญพันธุ์จากโลกนี้ สำหรับเต่ามะเฟืองนั้นได้รับการยอมรับว่าเป็นเต่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยขนาดโตเต็มวัยของเต่ามะเฟืองจะมีขนาดที่ 2 เมตรเอกลักษณ์ของเต่าอยู่ตรงที่กระดองมีลักษณะคล้ายมะเฟืองโดยเต่าชนิดนี้ไม่สามารถหดหัวเข้ากระดองได้ และกระดองของมันมีความยืดหยุ่นเหมือนยางไม่ได้แข็งแรงเหมือนกระดองเต่าชนิดอื่นปัจจุบันจำนวนของเต่ามะเฟืองลดลงอย่างรวดเร็วโดยเหตุผลหลักที่ทำให้ลดจำนวนลงนั่นคือขยะในท้องทะเลโดยเฉพาะถุงพลาสติกซึ่งเต่ามะเฟืองเข้าใจว่าเป็นแมงกะพรุนเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้สัตว์ชนิดนี้ใกล้สูญพันธุ์

การอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าและสัตว์หายากเป็นหน้าที่ของประชาชนคนไทยทุกคนเพื่อให้สัตว์เหล่านี้ได้อยู่คู่กับประเทศไทยต่อไปและเปิดโอกาสให้ลูกหลานได้สัมผัสกับความน่ารักและคงความสมบูรณ์ของระบบนิเวศสืบต่อไป  

นโยบายเศรษกิจของรัฐบาลไทยในปี 2561

นโยบายเศรษกิจของรัฐบาลไทยในปี 2561

เรียกได้ว่ากำลังไปได้สวยเลยสำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2561 ที่อยู่ในสถานการณ์สดใส โดยมีการคาดการณ์ว่า GDP จะเติบโตสูงถึง 4% เลยทีเดียว เป็นช่วงเวลาแห่งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ จากไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว โดยนักวิเคราะห์ได้มีเผยว่าค่าเงินบาทของไทยจะแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้ส่งออกสินค้าจะต้องเร่งทำการปรับตัว พร้อมพัฒนาศักยภาพเพื่อเตรียมสู่การแข่งขันที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งทางรัฐบาลได้เผยว่า GDP หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศจะอยู่ที่ 3.8% และนี่จะเป็นปีที่ดีที่สุดของรัฐบาลนี้ในด้านเศรษฐกิจเลยทีเดียว

 

ในเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา ทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลังหรือ สศค. ได้ออกมาแถลงคาดการณ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจในปี 2561 ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจะขายตัวอยู่ที่ 3.8% ถึง 4.1% เป็นอีกหนึ่งปีที่เรียกได้ว่าจะสดใสและเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ โดยทางรองนายกรัฐมนตรี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษณ์ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจได้เผยว่าในปี 2561 นี้ทางรัฐบาลจะได้เก็บเกี่ยวในสิ่งที่รัฐบาลได้ลงทุนในโครงการต่างๆเมื่อปีที่ผ่านๆมา ไม่ว่าจะเป็นโครงการพร้อมเพย์ โครงการอินเทอร์เน็ตหมู่บ้าน ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ตามกำหนดการภายในกลางปี 2561 เป็นการพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิตอลอย่างเต็ม

 

นอกจากนี้คีย์แมนคนสำคัญของทีมเศรษฐกิจอย่าง ดร.สมคิดว่าคาดการณ์ว่าปีนี้จะเป็นปีทองของประเทศไทยและประเทศต่างๆในทวีปเอเชียอย่างแน่นอน อีกทั้งยังไฮท์ไลท์การลงทุนสำคัญอย่างโครงการรถไฟทางคู่หรือโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC)  โครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลที่จะมีการเร่งเครื่องและควบคุมให้เร็วมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ทางรัฐบาลจะต้องมีการสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กและภาคการเกษตรอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเงินเฟ้อในปี 2561 ทางกระทรวงพาณิชย์ได้คาดการณ์ว่าดัชนีราคาผู้บริโภคจะอยู่ที่ 0.6 – 1.%

นโยบายเศรษกิจของรัฐบาลไทยในปี 2561

โดยรัฐบาลได้เผยเพิ่มเติมอีกว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดที่ต่ำสุดมาแล้วจากปีก่อนๆ ซึ่งคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตอนนี้ทางภาครัฐก็จะเร่งเครื่องในการผลักดันนโยบายอย่างเร่งด่วน ซึ่งในปีนี้ทางรัฐบาลจะเน้นให้สอดคล้องกับขายการท่องเที่ยวเมืองรอง ขายเอกลักษณ์ความเป็นไทย พร้อมทั้งเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวให้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสนามบิน ถนน การขนส่งมวลชน การสื่อสาร และเทคโนโลยีต่างๆ เป็นต้น

 

และที่สำคัญก็คือธุรกิจด้านการส่งออกที่จะต้องเร่งกระตุ้นและพัฒนาโดยด่วนเนื่องจากปัจจัยส่งออกภายนอกประเทศจะเข้ามีผลสำคัญในการสร้างรายได้หลักนั่นเอง  ทั้งนี้ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าในปี 2018 นี้เศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตและรักษาสภาพ พร้อมทั้งการดำเนินการโครงการต่างๆของภาครัฐที่จะดำเนินไปได้สวยจนถึงสิ้นปีหรือไม่

เข้าใจ IELTS Academic และ IELTS General Training ให้มากขึ้น

หลายคนเคยได้ยินเกี่ยวกับการสอบ IELTS และมักเข้าใจว่าผลสอบสามารถใช้ยื่นเพื่อสมัครเข้ามหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ   สิ่งนี้ไม่ใช่ความเข้าใจที่ผิดแต่อย่างใด แต่การสอบ IELTS นั้นมีรายละเอียดมากกว่านั้น  การที่เข้าใจเกี่ยวกับการสอบ IELTS ไม่รอบด้าน อาจทำให้คุณเสียโอกาสหลายอย่าง เช่น คนทำงานก็มักคิดว่าการสอบ IELTS ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์การนำไปใช้  แท้จริงแล้วการสอบ IELTS ก็สามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งของการสมัครงานได้ ดังนั้นเพื่อให้รู้จักกับ

การสอบ IELTS ให้รอบด้านขึ้นเราจึงควรมาทำความรู้จักกับทั้ง IELTS Academic และ IELTS General Training

เข้าใจ IELTS Academic และ IELTS General Training ให้มากขึ้น

สำหรับการอธิบายอย่างง่าย  ระหว่าง IELTS Academic และ IELTS General Training ด้วยชื่อของการทดสอบบอกให้เราทราบอยู่แล้ว นั่นคือ การทดสอบแบบ Academic เหมาะสำหรับผู้สมัครที่วางแผนจะเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา   และสำหรับมืออาชีพ เช่น แพทย์ และพยาบาลที่ต้องการเรียนหรือฝึกฝนในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษ   ส่วนการทดสอบ ในรูปแบบ General Training เหมาะสำหรับผู้สมัครที่วางแผนจะเข้ารับการฝึกอบรมหรือการทำงานรวมทั้งเพื่อจุดประสงค์ในการขอวีซ่าเข้าเมือง

IELTS Academic ได้รับการออกแบบมาสำหรับผู้ที่วางแผนจะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาเพื่อเป็นการประเมินว่าคุณพร้อมที่จะเริ่มเรียนหรือฝึกฝนในสภาพแวดล้อมที่ใช้ภาษาอังกฤษ

ผู้ที่ควรทำการทดสอบแบบ IELTS Academic  คือ ผู้ที่มีความประสงค์ที่จะเรียนหรือฝึกงานในมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยในระดับปริญญาตรี  ระดับปริญญาโท   ระดับปริญญาเอก ใน    ประเทศออสเตรเลีย อังกฤษ สิงคโปร์ และนิวซีแลนด์ หรือ สถาบันการศึกษาในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา บางแห่ง  รวมถึงผู้ที่ต้องการ เข้าร่วมสมาคมวิชาชีพการจดทะเบียนในองค์กรวิชาชีพ เช่น  การแพทย์ การพยาบาล การบัญชีและวิศวกรรม

ส่วนการทดสอบแบบ IELTS General Training   เป็นการวัดความสามารถทางภาษาอังกฤษในบริบทในชีวิตประจำวัน  ผู้ที่ควรทำการทดสอบแบบ IELTS General Training คือ ผู้ที่ต้องการเข้าศึกษาหรือฝึกอบรมในระดับมัธยมศึกษา ใน    ประเทศออสเตรเลีย อังกฤษ สิงคโปร์ และนิวซีแลนด์  หรือ ในโรงเรียนนานาชาติ  รวมทั้งผู้ที่เรียนหรือฝึกงานในวิทยาลัยหรือศูนย์ฝึกอบรมที่ต่ำกว่าระดับปริญญา  รวมทั้งผู้ที่ต้องการขอวีซ่า หรือ ย้ายถิ่นฐานไปประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก

สำหรับการเตรียมตัวในการสอบ ทั้ง IELTS Academic และ IELTS General Training  ต้องเตรียมพร้อมทั้ง 4 ทักษะ คือ Listening, Reading, Writing, และ Speaking  แน่นอนว่าความยากของ การทำสอบแบบ IELTS Academic จะมีมากกว่า IELTS General Training   ทุกการทดสอบในแต่ละทักษะมีการจับเวลา ผู้สอบต้องทำการฝึกฝนมาอย่างดี เข้าใจในโครงสร้างของข้อสอบ จะช่วยให้สามารถทำคะแนนสอบได้ดี หากไม่เคยผ่านการฝึกการทำข้อสอบ มาก่อน แนวโน้มที่จะผ่านไม่ว่าจะเป็นการทดสอบ แบบ IELTS Academic หรือ IELTS General Training   อาจเป็นไปได้ยาก ทั้งนี้ไม่ได้จำเป็นเสทอไปว่าต้องเสียเงินเพื่อซื้อ คอร์สอบรมแต่อย่างน้อยต้องเคยทำข้อสอบเก่า หรือ เคยทดสอบในรูปแบบการจำลองการสอบจริงมาก่อนจะมีโอกาสสอบได้คะแนนดีขึ้น

 

แนวโน้มการเลือกตั้งในปี 2561

แนวโน้มการเลือกตั้งในปี 2561

เรียกได้ว่าอยู่ในสถานการณ์ที่น่าจับตามองอย่างมากเลยทีเดียวสำหรับการเลือกตั้งในปี 2561 ที่ทางรัฐบาลกำลังเตรียมพร้อมด้านการร่างรัฐธรรมนูญ และมีผู้อยากเลือกตั้งออกมาเรียกร้องเป็นจำนวนมากตั้งแต่ช่วงต้นปี และมีแนวโน้มที่จะขยายความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากต้องการที่จะได้รับการเลือกตั้งและก้าวเข้าสู่ประชาธิปไตยในประเทศไทยโดยด่วน ส่งผลให้มีหลายฝ่ายเรียกร้องที่ให้ พล.อ. ประยุทธ์ จัทน์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เร่งจัดการเลือกตั้งและคืนประชาธิปไตยให้กับประชาชนโดยด่วน เนื่องจากประเทศไทยได้ห่างหายจากการเลือกตั้งแบบ “จริงจังและสมบูรณ์แบบ” มานานถึง 6 ปีด้วยกัน

 

ซึ่งทางนายกรัฐมนตรี ก็ได้ออกมายืนยันแล้วว่าในปี 2561 นี้จะไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น โดยจะถูกเลื่อนไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีผู้คนออกมาต่อต้านกันเป็นจำนวนมาก แต่นี่ก็ถือว่าเป็นทิศทางที่ดี เพราะตอนนี้ทางรัฐบาลและสำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีการเปิดให้กลุ่มบุคคลเข้ายื่นคำขอเพื่อจดแจ้งเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อเดือนมีนาคม ส่งผลให้มีการตื่นตัวและมีผู้เข้าร่วมสมัครกันอย่างมากสำหรับการปลดล็อคให้มีการจัดประชมพรรคการเมือง เพื่อที่จะทำกิจกรรมด้านการเมืองต่างๆนั่นเอง และจะมีการเปิดสำรวจรายชื่อพรรคการเมืองเก่าในเดือนเมษายน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อที่ก้าวเข้าสู่การเลือกตั้ง 2562 ต่อไป

แนวโน้มการเลือกตั้งในปี 2561

ทั้งนี้ในส่วนของวันเลือกตั้งที่แน่ชัดนั้นไม่ได้แจ้งรายละเอียดอย่างชัดเจน ยังไม่มีการวางโครงสร้างการเมืองใหม่ และกฏกติกาที่แน่ชัดมากนัก  ซึ่งทางนายกรัฐมนตรี ได้เผยว่าการเลือกตั้งปี 2562 วันเวลานั้นจะอยู่ในช่วง 150 วัน ซึ่งจะต้องดูสถานการณ์ภายในประเทศด้วย ว่าอยู่ในความสงบเรียบร้อยและพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่การเลือกตั้งอย่างเต็มตัวอีกครั้งหรือไม่

 

ซึ่งถึงแม้ว่าวันเลือกตั้งและแผนการด้านการเลือกตั้งจะไม่มีการกำหนดขึ้นนั้น ก็ได้มีพรรคการเมืองทั้งใหม่และเก่า ได้แสดงถึงจุดยืนด้านการเมือง มีการออกมาแสดงความคิดเห็น ทั้งในด้านการตั้งมั่นว่าจะทวงคืนประชาธิปไตย หรือแสดงเจตนารมณ์เพื่อที่จะช่วยสืบทอดอำนวจและความตั้งใจของท่านนายกัฐมนตรีในปัจจุบัน

 

อย่างไรก็ตามก็ต้องลุ้นกันต่อไปว่าเมืองไทยในเวลานี้จะได้เลือกตั้งในปี 2562 แน่ชัดหรือไม่ ซึ่งคาดการณ์ว่าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าทางรัฐบาลจะมีการแจ้งรายละเอียดและโครงสร้างต่างๆที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ก็ต้องมีการควบคุมและพูดคุยเกี่ยวกับแกนนำที่กำลังมีการประท้วง ชุมนุมกันอย่างต่อเนื่องและลุกลามความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆด้วยว่า ทางรัฐบาลจะจัดการปัญหาเกี่ยวกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง อย่างไร

รูปแบบและรายละเอียดข้อสอบ ielts

รูปแบบและรายละเอียดข้อสอบ ielts

การสอบไอเอล แบบทดสอบความสามารถด้านภาษาอังกฤษระดับสากลที่ได้รับการยอมรับกว่า สถาบันและองค์กรต่างๆกว่า 10,000 แห่งทั่วโลก เป็นการสอบและเรียนไอเอลเพื่อใช้สำหรับศึกษาและทำงานในสถาบันต่างๆที่มีการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารเป็นหลัก โดยรูปแบบของการสอบ ielts จะครอบคลุมความสามารถและทักษะภาษาอังกฤษทั้ง 4 ด้าน คือ การฟัง การอ่าน การเขียนและการพูด โดยรายละเอียดการสอบทั้ง 4 ทักษะจะแบ่งออกเป็นดังไปนี้

 

การสอบ ielts

1.ทักษะด้านการฟัง (Listening)

เป็นการสอบไอเอลที่ผู้สอบจะต้องฟังเนื้อหาจากเครื่องเล่นเสียงที่ ที่จะมีเนื้อเรื่องเกี่ยวบทสนทนา เรื่องทั่วไป เรื่องที่เกี่ยวกับการเรียน การทำงาน โดยข้อสอบจะแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ทั้งหมด 40 ข้อ มีระยะเวลาในการสอบ 30 นาที ซึ่งจะมีการให้ฟังเทปเพียงครั้งเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นก็จะมีเวลาในการทำข้อสอบ อ่านคำถามและเขียนคำตอบลงไป และมีเวลาเพิ่มอีก 10 นาทีในช่วงท้ายสำหรับการคัดลอกคำตอบจากสมุดข้อสอบและตรวจสอบความถูกต้อง

 

2.ทักษะด้านการอ่าน (Reading)

การสอบ ielts ด้านการอ่านที่จะเนื้อเรื่องมาให้อ่านทั้งหมด 3 บทความ แบ่งเป็น 3 ส่วนพร้อมกับคำถามต่างๆ โดยเนื้อหาของบทความจะเป็นเรื่องทั่วๆไปจากหนังสือพิมพ์ หนังสือเรียนและนิตยสารต่างๆ มีระยะเวลาในการสอบทั้งหมด  60 นาที ข้อสอบทั้งหมด 40 ข้อ เพราะฉะนั้นผู้สอบจะต้องแบ่งเวลาในการสอบแต่ละข้อให้ดีๆ

 

3.ทักษะด้านการเขียน (Writing)

การสอบไอเอลด้านการเขียน ใช้เวลาในการสอบ 60 นาที โดยจะมีโจทย์ทั้งหมด 2 ข้อ ในข้อแรกนั้นจะต้องเรียนเป็นเชิงอธิบายข้อมูล การเปรียบเทียบของข้อมูลต่างๆ ที่ได้ให้มาในรูปแบบของแผนผัง ตาราง  จะต้องเขียนให้ได้อย่างน้อย 150 คำ ส่วนข้อ 2 จะเป็นการเขียนรายงานหรือแนวเรียงความวิชาการ ในเชิงการแสดงความคิดเห็น การวิเคราะห์แก้ไขปัญหา อย่างน้อย 250 คำ

 

4.ทักษะด้านการพูด (Speaking)

การสอบ ielts ด้านการพูดนั้นจะแบ่งเป็นทั้งหมด 3 ส่วน ในระยะเวลาในการสอบทั้งหมด 12 – 15นาที โดยในส่วนแรกจะเป็นการพูดคุยถึงเรื่องทั่วไป ทั้งการใช้ชีวิตประจำวัน งานอดิเรก อาหารการกิน ในส่วนที่ 2 นั้นทางกรรมการจะมีหนังสือให้อ่านและให้เตรียมตัว 1 นาที และจะมีบัตรคำถามมาให้เราพูดอธิบายคนเดียวประมาณ 2 – 3 นาที และการสอบส่วนที่ 3 จะเป็นการพูดคุยเกี่ยวกับหัวข้อในส่วนที่ 2 กับกรรมการที่เราสามารถโต้แย้งและแสดงความคิดเห็นออกมาได้

 

และนี่ก็เป็นข้อควรรู้และรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับข้อสอบ Ielts (www.ielts.idp.co.th)  ที่จะเป็นแนวทางในการเรียนไอเอลและเตรียมตัวเพื่อเข้ารับการสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งผู้สอบจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมทั้งในการทดสอบไอเอลแต่ละด้าน เนื่องจากเป็นการสอบต่อเนื่องและติดต่อกันภายในวันเดียว อีกทั้งยังมีระยะเวลาที่จำกัดอีกด้วย

การเมืองประเทศไทย ในปี 2018

การเมืองประเทศไทย ในปี 2018

เรียกว่าเป็นเรื่องที่สำคัญและถูกจับตาจากคนในประเทศไทยอยู่เสมอเลยทีเดียวสำหรับเรื่องการเมือง เนื่องจากเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งจากหลายๆปีที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับว่าประเทศไทยได้มีวิกฤติทางการเมืองเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ละครั้งก็จะมีความรุนแรงและการโต้ตอบที่แตกต่างกันไป ซึ่งส่งผลให้เรื่องการเมืองไทยประเทศไทยเต็มไปด้วยความตึงเครียดระยะยาว ทั้งจากรัฐบาลและในหลายๆฝ่ายรวมไปถึงประชาชนทุกคน เพราะฉะนั้นเพื่อสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆอยู่เสมอ เราควรติดตามข่าวสารและเรื่องราวการเมืองอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้การเมืองประเทศไทยในปี 2018 จะเป็นอย่างไร มีแนวโน้มและจะไปไหนทิศทางใด เราไปทำความเข้าใจและเรียนรู้เรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับการเมืองไทยในปัจจุบันกัน

การเมืองไทยในปัจจุบัน

ปัจจุบันนี้การเมืองไทยอยู่ในระบอบเผด็จการทหารทางพฤตินัย ตามสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติและพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เป็นผู้ใช้อำนาจบริหารและดำรงหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้ทำการออกประกาศให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาคดีอาญาบางประเภท  และในกรณีที่มีการฝ่าฝือคำสั่ง คสช. ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว กล่าวง่ายๆก็คือในปัจจุบันนี้ประเทศไทยได้ถูกปกครองด้วยระบบเผด็จการทางทหาร ที่ได้เข้ามารักษาความสงบในประเทศ หลังจากที่ได้ทำการรัฐประหาร ในปี 2557

การจำกัดสิทธิทางการเมือง

ในปัจจุบันนี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ห้ามไม่ให้พรรคการเมืองต่างๆดำเนินกิจกรรมหรือการประชุมใดๆทางการเมืองตามกฎอัยการศึก รวมไปถึงกิจกรรมทางการเมืองของประชาชนก็ถือเป็นสิ่งต้องห้ามเช่นเดียวกัน โดยมีการออกผลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557  ตั้งแต่หลังรัฐประหาร จึงทำให้การเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับเรื่องพรรคการเมืองต่างๆในประเทศในการเลือกตั้งได้ถูกจำกัด รวมไปถึงระยะเวลาในการปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่ใช้ระยะเวลานานพอสมควรแล้ว จึงทำให้ทุกฝ่ายเร่งรัดให้เกิดการคืนอำนาจประชาธิปไตยสู่ประชาชน และจัดตั้งการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลครั้งใหม่

การเมืองประเทศไทย ในปี 2018 2

 ปีแห่งการเลือกตั้ง

หลังจากที่ได้เลื่อนการเลือกตั้งมาแล้วทั้งหมด  4 ครั้งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เพื่อทำการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ โดยในตอนนี้การร่างรัฐธรรมนูญก็ใกล้สำเร็จแล้ว เรียกได้ว่ามีความพร้อมที่จะคืนอำนาจอธิปไจยสู่ประชาชน ด้วยการกำหนดให้มีการเลือกตั้ง พร้อมยกเลิกคำสั่งด้านสิทธิทางการเมืองต่างๆ ที่ถือว่าเป็นพรรคการเมืองนั้นมีบทบาทสำคัญอย่างมากตามหลักประชาธิปไตยและสามารถที่จะดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้อย่างอิสระเสรี ภายใต้กรอบของการปกครองระบอบประชาธิปไตย

เพราะเหตุนี้เองจึงทำให้ตอนนี้หลายฝ่ายต่างเรียกร้องและกดดัน จนทำให้มีการชุมนุมในระดับเล็กๆเพื่อเรียกร้องการคืนอำนาจประชาธิปไตยจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.

สิ่งสำคัญมากที่สุดสำหรับตอนนี้ก็คือการยกเลิกคำสั่งทำกิจกรรมทางการเมือง ที่จะมีทั้งพรรคการเมืองเก่าและพรรคการเมืองที่กำลังจะตั้งขึ้นใหม่ รวมไปถึงประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่จะเตรียมความพร้อมและทำกิจกรรมต่างๆกับพรรคการเมือง รวมไปถึงการปรึกษาหารือเกี่ยวกับพรรคการเมืองต่างๆ การเตรียมตัวรับสมัครรับเลือกตั้ง นอกจากนี้ก็คือการสร้างภาพลักษณ์ด้านประชาธิปไตยให้ออกสู่ประชาชนโลกในเร็ววันนั่นเอง

การเมืองไทยกับโซเชียลมีเดีย

ถึงแม้ว่าจะอยู่ภายใต้การปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. แต่ก็ต้องยอมรับเลยว่าในสื่อโซเชียลมีเดียวหรือสังคมออนไลน์มีการพูดคุยถึงเรื่องการเมืองเป็นอย่างมาก ทั้งในกลุ่มนักศึกษา วัยรุ่น คนทำงาน หรือบุคคลทั่วไปต่างๆ ที่เรียกได้ว่าให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องการเมืองและหยิบมาพูดถึงเสมอ ทั้งในแง่ลบหรือด้านบวก ไม่ว่าจะเป็นทาง Facebook,Twitter,Line และอื่นๆอีกมากมาย โดยจะเน้นเป็นการแสดงความคิดเห็นในแง่มุมของตนเอง ความเป็นจริงแต่ทั้งนี้ก็ยังอยู่ในการควบคุมและดูแลของทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่จะไม่ค่อยมีโต้ตอบที่รุนแรง หรือถ้อยคำที่ทำให้เกิดการทะเลาะสักเท่าไหร่ เรียกได้ว่าในปี 2561 นี้คนไทยจะหันมาสนใจและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเมืองมากยิ่งขึ้นผ่านทางสังคมออนไลน์

การเมืองไทยกับสื่อ

ด้วยเนื่องจากปัจจุบันนี้โลกแห่งการสื่อสารได้มีการพัฒนาออกมาหลายรูปแบบ สิ่งที่เราจะได้เห็นจากสื่อมวลชนหรือการเสนอข่าวจึงเป็นเรื่องที่สะดวก รวดเร็ว และอัพเดทอยู่เสมอ จึงทำให้ประชาชนได้รู้ถึงเรื่องราว บทสัมภาษณ์ ความคิดเห็นและกิจกรรมต่างๆของทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. จากสื่อ ที่ตอนนี้เรียกได้ว่าอยู่ในจุดที่เป็นที่น่าจับตามองอย่างมาก จะเห็นได้ว่าข่าวที่มีเกี่ยวกับการเมืองไทยจะถูกนำมาพูดต่อและมีผู้เข้าชมหรืออ่านกันเป็นจำนวนมากทั้งทางออนไลน์หรือหนังสือพิมพ์ รวมไปถึงนิตรสารต่างๆ

เรียกได้ว่าในปี 2561 นี้เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ ที่ก็ต้องรอลุ้นกันอีกทีว่า จะมีการเลื่อนการเลือกตั้งอีกหรือไม่ แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดในปัจจุบันนี้ก็คือ ถึงแม้ว่าแต่ละฝ่ายจะมีการพูดคุย การแสดงความคิดเห็น หรือออกมาชุมนุมสักเท่าไหร่ รวมไปถึงมีการจำกัดด้านสิทธิพรรคการเมือง รวมไปถึงคะแนนความนิยมของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่ลดน้อยลง แต่ทั้งหมดนี้ก็อยู่ในความสงบและไม่ได้รุนแรงมากนัก